กบฎผู้มีบุญสาเกียดโง้ง

กบฎสาเกียดโง้งเกิดในปี 2360 หรือเมื่อ 200ปีที่แล้ว ตรงกับสมัย รัชกาลที่สอง  พื้นที่กบฎคือบรเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง แขวงจำปาสัก
หัวหน้ากบฎชื่อสา แม่เป็นลาว พ่อเป็นข่า มีบ้านเรือนที่บ้านหนองบัว ไม่ห่างจากเมืองจำปาสักนัก ต่อมาได้บวชจนมีคนนับถือว่ามีอาคมและระลึกชาติได้ว่าเมื่อชาติก่อนเป็นขุนเจื๋อง วีรบุรุษของข่าและอีกหลายกล่มชาติพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขง ต่อมาสาพระสาได้เลนส์มาอันหนึ่งเมื่อส่องแสงอาทิตย์ก็สามารถจุดไฟได้ พระสาบอกชาวบ้านว่าเทวดาให้มาเป็นกระจกวิเศษ เขาจึงมีอำนาจที่จะเผาโลกได้ ชาวบ้านยิ่งนับถือ
สาเหตุของกบฎเกิดจากการกดขี่ทางชนชาติ ชาวลาวชอบรวมกลุ่มันมาตีข่า จับข่าไปเป็นทาส ข่ามีน้อยกว่าและมีหลายกลุ่มย่อยซึ่งไม่ค่อยจะถูกกันด้วยจึงกลายเป็นเหยื่อของคนลาว นอกจากนี้ข่ายังต้องเสียส่วยเป็นทองให้กับเจ้าเมืองลาวด้วย ต่อมาเมื่อลาวตกเป็นประเทศราชของไทย ในปี 2322 ลาวต้องเสียส่วยให้ไทย ลาวจึงมาไล่เบี้ยเอากับข่า และยังหักเอาส่วนใหญ่เข้ากระเป๋าเจ้าเมืองกรมการเมืองด้วย ข่าจึงต้องเสียส่วยหนักเป็นสองเท่า ความทุกข์ยากดังกล่าวคือสาเหตุหลักของกบฏครั้งนี้
พระสาได้ชักชวนชาวข่าหลายเผ่ามาร่วมต่อสูได้ถึง 6000 คนยกกำลังมายึดเมืองจำปาสักได้อย่างง่ายดายและเผาเสียด้วย
รัชกาลที่สามทรงทราบจึงมีรับสั่งให้เมืองเวียงจันทน์และโคราชไปปราบ เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์เวียงจันทน์จึงให้เจ้าราชบุตรโย้ไปปราบ การปราบเป็นไปอย่างรุนแรง ในการรบที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่งข่าถูกทหารลาวฆ่าตายจนน้ำแดงเป็นสีเลือด
ข่าจำนวนมากถูกจับตัว ส่วนหนึ่งส่งมาที่ กทม. รัชกาลที่สองทรงขังพระสาเอาไว้ตลอดชีวิต ส่วนเชลยที่เหลือให้ไปตั้งบ้านเรือนที่บางบอนรอยต่อระหว่างเขตธนบุรีกับสมุทรสาคร ปัจจุบันถูกกลืนเป็นไทยไปหมดแล้ว
ปัญหาข่าต่อมาได้กลายเป็นเหตุหนึ่งที่นำไปสู่กบฎเจ้าอนุวงศ์ในสมัยต้นรัชกาลที่สาม

ที่มาภาพ https;encrypte_tbn0.gstatic.com

ที่มา สุวิทย์ ธีรศาศวัต . ประวัติศาสตร์อีสาน 2322-2488 เล่ม 2 หน้า 177  (ขอนแก่น. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ข.2557)
อ่านเพิ่มเติม »

กบฎผู้มีบุญหนองหมากแก้ว 2467

กบฎผู้มีบุญหนองหมากแก้วเกิดปี 2467 ปลายสมัยรัชกลาลที่หก(2453-2468) พื้นที่กบฎคือ บ้านหนองหมากแก้ว ต.สวนพุง อ.ภูกระดึง จ.เลย
หัวหน้ากบฏคือ พระอาจารย์บุญมา จัตุรัส ไม่ทราบบ้านเดิม แกนนำคือพระอาจารย์สายทอง อินทรไชยศรี คนบ้านหนองคัน ใกล้บ้านหนองหมากแก้ว พระอาจาย์สังข์ คนอุบล
พระทั้งสามจำศีลในถ้ำวัวแดงใกล้บ้านหนองคัน มีชาวบ้านเล่าว่า เห็นพระทั้งสามกับเณรน้อยเดินข้ามลำธารปวนพุโดยจีวรไม่เปียกเพราะเดินไปบนผ้าที่ท่านโยนไปบนลำธาร ชาวบ้านจึงให้ความศรัทธาต่อพระเณรกลุ่มนี้มาก
ต่อมาพระทั้งสามได้ลาสิกขาและแต่งงานกับสาวบ้านหนองหมากแก้ว
  สาเหตุของกบฎคือความไม่พอใจที่ถูกทางการเก็บภาษีรัชชูปการคนละสี่บาท ต่อมาในสมัย รัชกาลที่หกได้เก็บภาษีการศึกษา(ศึกษาพลี) อีกคนละสองบาท รวมเป็นคนละ หกบาท(หกบาทในอีสานขณะนั้นซื้อควายได็หนึ่งตัว) เนื่องจากสังคมอีสานขณะนั้นอยู่กันแบบไม่ต้องใช้เงินเพราะผลิตอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค สร้างเรือนได้เองโดยไม่ต้องซื้อจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ไม่ต้องหาเงิน เมื่อทางการเก็บภาษีเป็นเงินชาวบ้านจึงเดือดร้อนในการหาเงินเพราะตลาดสมัยนั้นมีน้อยมากหากมีก็อยู่ในตัวเมือง คนอยู่ไกลเมืองจึงลำบากมากในการจะหาบของหลายสิบกิโลเมตรไปขายตลาดในเมือง เพราะสมัยนั้นนการคมนาคมแย่มากอีสานมีแต่ทางเกวียนและบางสายอาจมีลูกรังบ้าง(ในปี2480 หลังกบฎ13ปี อีสานทั้งภาคมีรถยนต์เพียง 453 คัน)
วิธีการของฝ่ายกบฎคือจัดงานบุญในเดือนเมษายน 2467 มีคนมาเป็นจำนวนมากหลายตำบลงานมีทั้งทั้งกลางวันและกลางคืน มีสาวงามฟ้อนรำ มีกลอนลำ ผู้มาใหม่ต้องดื่มน้ำมนต์ ระหว่างชุมนุมเจ้าผู้มีบุญจะเลือกหญิงสาวไปนอนด้วย ถือว่าเข้าฌาน เจ้าผู้มีบุญประกาศว่าพระศรีอริเมตไตรยจะมาปรากฏที่บ้านหนองหมากแก้ว เมื่อนั้นจะไม่มีเจ้านาย ใบไม้จะกลายเป็นเงิน เวียงจันทน์จะฟื้นขึ้นมาใหม่และยิ่งใหญ่กว่าเดิม มีการร้องเพลงระลึกถึงการทำลายเมืองเวียงจันทน์โดยกองทัพไทยด้วยมีชาวบ้านมาชุมชุมถึง 4000 คน
23 พค.2467 ชาวบ้าน 50-60 คน พร้อมคณะเจ้าผู้มีบุญ 7 คน มีปืนเพียงสองกระบอก กับดาบ ค้อน ยกกำลังไปที่ว่าการอำเภอวังสะพุงซึ่งห่างจากบ้านหนองหมากแก้ว 25 กม.
ทางปลัดอำเภอขวาได้เกณฑ์ราษฎรและเสมียน ราวๆ 40 คน ออกไปจับแต่ ฝ่ายกบฎไม่ยอมให้จับ ทางจังหวัดเลยซึ่งหาก อ.วังสะพุง ราว 20  กม. ก็ส่งตำรวจ 24 คนอาวุธปืนครบมือ มาปราบ จับแกนนำ 7คนไปซ้อม และจับชาวบ้านไปด้วยราว100คนโดยไม่มีการต่อสู้ ศาลตัดสินจำคุกแกนนำ 7 คน คนละ 3 ปี ส่วนชาวบ้านก็ปล่อยไป

ที่มาภาพ https://encrypted_tbn1.gstati.com

ที่มา  สุวิทย์ ธีรศาศวัต ประวัติศาสตร์อีสาน 2322-2488 เล่ม 2 หน้า 201-202 (ขอนแก่น ; คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ข.2557)

อ่านเพิ่มเติม »

กบฎเกือกขาว 2476-2477

กบฎเกือกขาวเกิดขึ้นในปี2476-77 ช่วงหลังการเปลี่น
ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยเพียงปีสองปี ซึ่งรัฐบาลกำลังกวาดล้างกบฎบวรเดช(2476) ผู้นำกบฏเกือกขาวคือหมอลำคำสา สุมังกะเศษ เป็นคนร่างเล็ก และเที่ยวบอกชาวบ้านแถวบ้านเชียงเหียน ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม ว่าเมื่อชาติก่อนเขาคือ พระชาดาเป็นพวกกบฎผู้มีบุญปี 2445  ถูกฆ่าตายแล้วมาเกิดเป็นเขา ชาวบ้านจึงเรียกเขาว่าหมอลำน้อยชาดา ท่านชอบนุ่งขาวห่มขาวและใส่เกือก(รองเท้า)ขาวเสมอ สานุศิษย์ซึ่งมีจำนวนมากก็แต่งกายแบบเดียวกัน  จนร้องเท้าสีขาวในเมืองมหาสารคามขาดตลาด เกือกขาวจึงกลายเป็นสัญลักณ์ของกลุ่มนี้

หมอลำน้อยชาดาเที่ยวสั่งสอนและให้คำทำนายว่า ต่อไปคนจะเดือดร้อน ไฟจะไหม้ แผ่นดินจะไหว คนจะตายมากมายนอกจากคนที่อยู่ในศีลในธรรม แล้วจะมีศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยเกิดขึ้น คนจะเสมอภาพกัน จะมีต้นกัลปพฤกษ์เกิดขึ้น ใครไปยืนใต้ต้นนี้แล้วจะขอสิ่งใดก็จะได้ อีกสองสามปีพระศรีอริยเมตไตรยก็จะปรากฎ

เขาบอกชาวบ้านว่าไม่ต้องส่งลูกไป รร.หลอกเสียเวลาทำมาหากิน และอย่าไปกราบไหว้พระสงฆ์ พวกนี้ไม่ใช่พระแต่เพียงนุ่งเหลืองเฉยๆ เขายังทำนายว่าเวียงจันทน์จะกลับมารุ่งเรือง เขาจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองเวียงจันทน์ จะเกิดรบกันกับภาคกลาง เขาจะชนะ

เขาพาชาวบ้านชุมนุมอยู่สองสามเดือน โดยไม่มีอาวุธ ทางการจับเขา ศาลตัดสินจำคุกเขาสี่ปี

แต่เรื่องไม่จบเพราะเขามีลูกศิษย์ที่ยังศรัทธาในดัวเขาและอุดมการณ์ ลูกศิษย์ 17 คน จึงชุมนุมกันต่อ มีนายชาลี มหาวงษ์ นายบึ้ง ข่ายเพชร ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษอ้างว่าเหาะเหินเดินอากาศได้ พวกเขายังเผยแพร่คำสอน คำทำนายของหมอลำน้อยชาดาต่อไปและบางคืนก็ไปชุมนุมโห่ร้องใกล้เรือนจำ ตะโกนว่าจะบุกไปแย่งตัวหมอลำน้อยชาดาออกจากคุก

ทางการจึงจับ 17คน นี้  ศาลจำคุกนายชาลี และนายสีสมุด คนละ 6 เดือน ที่เหลืออีก 15 คน ถูกปรับคนละ 6 บาท

แต่เรื่องก็ยังไม่จบง่ายๆ แกนนำอีกสี่คนที่หนีไปได้คือ นายบึ้ง  นายโส  นายอำ นายแก้ว แห่ง ตำบลแวงนั่ง(ปัจจุบันคือที่ตั้งศาลากลางหลังใหม่ของจ.มหาสารคาม) ได้ปลุกระดมชาวบ้านต่อ จึงถูกตำรวจจับ ศาลตัดสินเมื่อ 25 มิย. 2477 นายโส นายแก้ว คนละ 1 ปี

ศิษย์คนสุดท้ายของหมอลำน้อยชาดาที่ก่อการคือ นายสิงโต บ้านดงน้อย ต. ท้ายโพธิ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ แต่งตัวแบบหมอลำน้อยและสั่งสอนให้ราษฎรถือศีลอย่างเคร่งครัด เขาบอกชาวบ้านว่าเขาเป็นโอรสของเจ้าอนุวงศ์ชื่อเจ้าฝ่าตีนแดงที่หนีรอดไปได้ เขาชักจูงใให้ราษฎรอพยพไปอยู่ฝั่งลาวหลายครัวเรือนรวมทั้งครอครัวของเขาด้วย
สำนักงานเทศบาลตำบลแวงน่าง


ตลาดสดเทศบาลตำบลแวงน่าง
ที่มาภาพทั้งสองhttp:encrypted_tbno.gstants.com



ที่มา สุวิทย์ ธีรศาศวัต ประวัติศาสตร์อีสาน 2322-2488 เล่ม 2 หน้า 202-203 (คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ข. 2557)
อ่านเพิ่มเติม »

กบฏผู้มีบุญโสภา พลตรี บ้านสาวะถี

กบฎผู้มีบุญโสภา พลตรี เกิดในปี 2483 ที่บ้านสาวะถี ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น หัวหน้าคือ พ่อใหญ่โสภา พลตรี เกิดบ้านโนนรัง 2425 ไม่ห่างบ้านสาวะถีนัก เป็นชาวนามีอันจะกินมีนา 70-100 ไร่ และเป็นหมอลำ มีความจำเป็นเลิศ จึงมีสานุศิษย์หลายหมู่บ้าน มีภรรยาหลายคน แกนนำมีพ่อใหญ่สิงห์ พ่อใหญ่เสริมและพ่อใหญ่คุย

สาเหตุที่เกิดกบฎนี้มาจากความไม่พอใจของแกนนำและชาวบ้านแถบนี้มีสามประการ ประการแรกไม่พอใจ พรบ.ประถมศึกษา 2464 ที่บังคับให้ส่งเด็กไปเรียนใน รร. ซึ่งบังคับให้เรียนภาษาไทย พ่อใหญ่โสภา เห็น ว่า รร .จะทำให้เด็กกลายเป็นคนไทย ภาษาไทยกินเด็ก แต่ภาษาธรรมที่อีสานสอนกันมาแต่โบราณสอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม พ่อใหญ่แกนนำทั้งสี่จึงไม่ยอมส่งลูกไป รร.

ประการที่สอง แกนนำและชาวบ้านต่อต้านกฏหมายป่าไม้ ซึ่งห้ามคนตัดไม้ ใครจะตัดต้องไปขออนุญาตป่าไม้ แม้แต่จะมาทำเรือน เล้าข้าว ก็ไม่ได้ ท่านเห็นว่าต้นไม้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ รัฐบาลไม่ได้ปลูกจะมาห้ามได้อย่างไร

ประการที่สาม แกนนำและชาวบ้านต่อต้านภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งออกมาแทน ภาษีรัชชูปการ ภาษีบำรุงท้องที่เก็บตามขนาดถือครองที่ดิน ท่านเห็นว่าที่ดินชาวบ้านต้องลงแรงถางป่า ขุดตอ ยกคันนาเหนื่อยยากกว่าจะได้นาแต่ละไร่ ที่นาจึงเป็นของชาวนาไม่ใช่ของรัฐจะมาเก็บภาษีได้อย่างไร พวกแกนนำไม่ยอมเสียภาษีบำรุงท้องที่ และมีคนไม่ยอมเสียตาม

ทางนายอำเภอเมืองคือขุนวรรณวุฒิวิจารณ์เห็นว่าจะมีชาวบ้านไม่ยอมเสียภาษีตามจึงเชือดไก่ให้ลิงกลัวโดยยึดที่ดินของพ่อใหญ่สิงห์ พ่อใหญ่เสริม สองพี่น้อง 40 ไร่ ขายเจ๊กพก คนรวยในบ้านสาวะถี 125 บาท แต่ลิงไม่กลัว  สองพี่น้องไม่สนใจเจ๊กพกและนายอำเภอ ยังเข้าไปทำนาตามปกติ เจ๊กพกไปขอเงินคืนนายอำเภอก็ไม่คืน เจ็กพกจึงเสียเงินฟรีไป 125 บาท เท่ากับวัว 30 ตัวในสมัยนั้น ทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจ และมีคนศรัทธาพ่อใหญ่โสภามากขึ้นเรื่อยๆ เวลาพ่อใหญ่โสภาไปเล่นหมอลำที่ใหนแฟนคลับจะมากันหลายตำบล

ในที่สุดทางการก็จับหัวหน้าและแกนนำไปขังไว้ 11 คน ขัง 15 วันก็ปล่อยมา พอออกมาพ่อใหญ่โสภากับแกนนำก็พูดถึงการกดขี่ของเจ้านายอีก จึงถูกจับไปขังครั้งที่สอง 20 คน แต่คนเหล่านี้ก็ไม่กลัว การจับใหญ่จึงเกิดชึ้น ในวันที่ 16 ธันวาคม 2483ราวสามทุ่ม ขณะที่พ่อใหญ่โสภา กำลังแสดงหมอลำ มีชาวบ้านหลายตำบล บางคนมาไกลถึง 40 กม. คืนนั้นมีคนมาดูหมอลำ 200-300 คน ทางการจับชาวบ้านทั้งชายหญิงไปขัง 116 คนขังประมาณสองเดือน บางคนคลอดลูกในเรือนจำ ศาลตัดสินแกนนำและหัวหน้า รวม สี่คน จำคุกตลอดชีวิตตามข้อหากบฎภายใน แต่ศาลกรุณาเพราะเห็นว่าชาวบ้านไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนการจับกุมจึงพิพากษาให้จำคุก 16 ปี

แต่อย่างก็ตามไม่มีใครถูกจำคุกถึง 16ปี เพราะ พ่อใหญ่เสริมเป็นอหิวาต์ตาย ส่วนพ่อใหญ่โสภา พ่อใหญ่สิงห์ พ่อใหญ่คุยทาง จนท.เอาไปเสี่ยงทายถ่วงน้ำที่คลองบางซื่อ แต่ไม่ตายทางการจึงปล่อยตัวที่เรือนจำขอนแก่น

แต่โชคร้ายก่อนวันปล่อยตัว เพียงหนึ่งวัน พ่อใหญ่โสภา ปวดฟัน ทางเรือนจำจึงให้เสมียนคำมาฉีดยา รุ่งขึ้นพ่อใหญ่โสภาก็ตาย ระหว่างรอญาติมารับศพก็เอาร่างไปฝัง พอญาติมาขุดศพก็พบแต่เสื่อที่ห่อศพกับผ้าขาวม้าของพ่อใหญ่โสภา

ชาวบ้านชื่อว่าทางการฆ่าพ่อใหญ่โสภาโดยการฉีดยาพิษ  และเมื่อศพหายไป ชาวบ้านเชื่อว่าพ่อใหญ่โสภาเป็นผู้วิเศษ

แต่ผู้เขียนสันนิษฐานว่าทางการอาจเกรงว่าถ้าชาวบ้านได้ศพไปทำพิธ๊อาจปลุกความไม่พอใจต่อต้านทางการและจะทำให้พ่อใหญ่โสภากลายเป็นฮีโร่ยิ่งขึ้น จึงเอาศพไปฝังที่อื่น เอาเสื่อกับผ้าขาวม้าฝังอีกที่ก็ได้

อย่างไรก็ตามแม้ท่านจะจากไปนานแล้วตอนที่ผู้เขียนสัมภาษณ์ พ่อใหญ่คุย แดงน้อยแกนนำ(ตายปี 2530 อายุ 106ปี) และพ่อใหญ่พิมพ์ รัตนคุณศาสน์ ซึ่งอยู่ในเหตการณ์แต่อยู่ฝ่ายรัฐในปี 2528  ทั้งคู่และชาวบ้านรุ่นหลังที่นั่งฟังอยู่ด้วยก็ยังจำคำทำนายเหตูการณ์ในอนาคตของท่านได้ ซึ่งตอนทำนายชาวบ้านก็ไม่เข้าใจเพราะสิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น มาเข้าใจภายหลัง ทำให้ชาวบ้านนับถือพ่อใหญ่ผู้ะล่วงรู้อนาคตยิ่งขึ้น

เช่นทำนายว่า ม้าซิโป่งเขา เสาซิออกดอก (อันแรกคือจักรยานยนต์ อันหลังคือเสาไฟฟ้า)
 โบกกุมภัณฑ์ สิบห้าวันจึงจะเปิดเทียหนึ่ง แต่บ่อมีไผเป็นหนี้กัน(คือลอตเตอรี่)
เหมิดบ้านซิมีไถ 2-3 ดวงเอาไว้ไถนากัน(คือรถไถเดินตาม)
เขาตีมวยอยู่เมืองนอก จะนอนฟังอยู่บ้านก็ได้(คือวิทยุ)






อ่านเพิ่มเติม »

การปฏิรูปการเก็บภาษีในอีสานสมัย ร.5

การเก็บภาษีในภาคอีสานตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีถึงสมัย ร.2 เก็บส่วยเพียงอย่างเดียว ซึ่งน้อยกว่าภาคกลางมาก ต่อมาในสมัย ร.3 จึงมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีกสามชนิดคืออากรค่านา อากรสุรา อากรบ่อนเบี้ย และเก็บเฉพาะเมืองที่ขึ้บกับโคราช 10 เมืองคือ โคราช พิมาย นางรอง ปักธงชัย จัตุรัส บำเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ พุทไธสง ประโคนชัย และบุรีรัมย์ เมืองอีกราว80% ที่เหลือเสียชนิดเดียวคือส่วยในขณะที่ภาคกลางต้องเสียภาษีถึง 59 ชนิด

การเก็บอากรสุราและบ่อนเบี้ยใช้วิธีประมูล ใครเสนอราคาสูงสุดรัฐบาลก็ตั้งคนนั้นเป็นนายอากร เก็บได้ก็ส่งรัฐตามที่ประมูลส่วนที่เก็บได้เกินเท่าไรก็เป็นของนายอากรทั้งหมด ในพื้นที่ประมูลใครจะตั้งบ่อน ผลิตสุราไม่ได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากนายอากรๆจึงผูกขาดกิจการที่ว่าคนเดียว

ในสมัย ร.5 จึงได้มีการปฏิรูปการเก็บภาษีครั้งใหญ่คือ หนึ่ง เปลี่ยนการเก็บส่วยจากสิ่งของเป็นเงินตรา ตอนแรกปี2442ทดลองเก็บชายฉกรรจ์ คนละ 3.50 บาทแต่ได้เงินน้อยเพราะยกเว้นให้คนหลายจำพวกคือ ข้าราชตั้งแต่สมียน กำนันขึ้นไป ลูกหลานข้าราชการสัญญาบัตร ครู นักดนตรี นักปราชญ์ ช่าง นักพรต นักบวช คนพิการ คนที่อายุน้อยกว่า 18 ปี สตรี และคนรวย(คนที่ช้าง 1เชือก ขึ้นไป หรือม้า 5ตัว หริอแม่ควาย 15 ตัวขึ้นไป หรือ แม่วัว 30 ตัวขึ้นไป) ต่อมาในปี 2444 จึงประกาศเก็บอตราใหม่ ชายฉกรรจ์คนละ 4 บาทและยกเลิกข้อยกเว้นไปเกือบหมด





ประการทีสอง รัฐบาลตั้งสรรพกรจาก กระทรวงมาเก็บเงินภาษี เงินรัชชูปการที่กำนัน เก็บมาคนละสี่บาท ให้ส่งสรรพกร 91.25%  ที่เหลือ 8.75% ให้เจ้าเมืองกรมการเมืองและกำนัน นอกจากนั้น ภาษีที่ตั้งขึ้นใหม่ทั้งหมดให้ส่งที่สรรพกร และเก็บทั่วทั้งประเทศ

การปฏิรูปภาษีดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่า มีเงินมาสร้างทางรถไฟ สร้างโรงเรียน สถานที่ราชการต่างๆ สร้างกองทัพสมัยใหม่และจ่ายเงินเดือนให้ช้าราชการทั้งประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มเจ้าเมืองเก่าก็ไม่พอใจเพราะรายได้ลดไปมากเนื่องจากยักยอกส่วยแบบเก่ามิได้ ชาวบ้านก็ไม่พอใจที่ต้องหาสินค้าไปขายไกลๆเพื่อหาเงินสี่บาทมาเสียภาษีรัชชูปการ อันเป็นสาเหตุหนึ่งในการก่อกบฏผู้มีบุญ ปี2445
อ่านเพิ่มเติม »

ภาคอีสานสมัยก่อนเก็บส่วยกันอย่างไร

รัฐไทยปกครองภาคอีสานทั้งหมดและลาวครั้งแรกในปี 2322ผลประโยชน์ที่รัฐไทยสมัยกรุงธนบุรีจนถึงสมัยรัชกาลที่สามคือ ส่วย แรงงาน และในส่วนที่เป์นประเทศราชเช่น หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาสักต้องส่งคือเครื่องราชบรรณาการได้แก่ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง และเครื่องประกอบบรรณาการเช่นงาช้าง ผ้าไหม ต้องส่งสามปีต่อคร้ง ส่วนแรงงานก็ถูกเกณฑ์เป็นครั้งคราวเช่นเกณฑ์ไปขุดคูเมือง สร้างกำแพงกรุงเทพฯสมัยรัชกาลที่หนึ่ง สร้างพระเมรุสมัยต้นรัชกาลที่สาม

ดังนั้นรายได้หลักของรัฐไทยจากภาคอีสานคือส่วย

ใครที่ต้องเสียส่วย  เฉพาะชายฉกรรจ์ที่สูงสองศอกคืบ คือ 125 ซม(วัดจากเท้าถึงไหล่). คนที่ได้รับยกเว้น คือ ภิกษุสามเณร ผู้หญิง ชายอายุตั้งแต่เจ็ดสิบปี ขุนนาง คนพิการ บัา ไบ้ ข้าทาส

อัตราที่เสียและสิ่งของที่เสีย รัฐบาลเป็นผู้กำหนด เช่นผลเร่ว ครั่งคนละ 12 กก. ขี้ผึ้ง  งาช้าง  2.4 กก. ป่าน  15-30 กก. เส้นไหม 0.6 กก. ทองคำผุย(ทองคำผง) 2-3 สลึง แต่ละเมืองจะเสียอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นและเสียเท่ากันทุกปี




ระบบการเก็บแต่ละเมืองจะมี ขุนนางสี่กองรับผิดชอบคือกองเจ้าเมือง กองอุปฮาด กองราชวงศ์ และกองราชบุตร ไพร่สักกัดกองใดถึงเวลาก็นำไปส่งกองนั้น

เมื่อรวบรวมครบจำนวน พอถึงกำหนดที่ต้องส่งกรุงเทพฯ เจ้าเมืองจะมอบให้อาญาสี่คนหนึ่ง ส่วนมากมักจะเป็นราชวงศ์นำกองคาราวานส่วยไปส่งกรุงเทพฯ

เส้นทางทางบกจะใช้เกวียน หรือโคต่างบรรทุกกระทอที่สานด้วยไม้ไผ่ใส่ส่วย มุ่งตรงไปโคราช จากโคราชไปได้สองทางคือทางปากช่อง กับทางวังน้ำเขียว กบินทร์บุรี ที่กบินทร์จะเปลี่ยนกระทอเพราะเดินทางมานานมักจะชำรุด และชั่งน้ำหนักส่วยแล้วเจ้าเมืองกบินทร์จะรายงานให้สมุหนายกทราบ จากนี้จะใช้เรือล่องไปตามแม่น้ำปราจีน บางปะกง คลองแสนแสบ ปลายทางที่ กทม. ถ้าลงไปทางปากช่อง ถึงสระบุรีก็เปลี่ยนกระทอ ชั่งน้ำหนักรายงานให้สมุหนายก แล้วลงเรือไปตามแม่น้ำป่าสัก เจ้าพระยาถึง กทม.

ปัญหาสำคัญของส่วยคือการคอรัปชั่นส่วยโดยแจ้งจำนวนไพร่ต่ำกว่าความจริงมาก ซึ่งผู้เขียนได้แยกเขียนอีกบทความหนึ่งแล้ว






อ่านเพิ่มเติม »

ปัญหาการเก็บส่วยในภาคอีสาน

อีสานเดิมอยู่ใต้อาณาจักรล้านช้าง ต่อมาในสมัยสมเด็จเจ้าสามพระยาแห่งอาณาจักรอยุธยาจึงตีอีสานใต้ส่วนที่ปัจจุบันคือนครราชสมาและบุรีรัมย์ได้เพื่อใช้โคราช พนมรุ้งคุมเขมรมิให้ต่อต้านไทยได้

ต่อมาสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ไทยได้ควบคุมแถบนี้ไปถึงสุรินทร์

ในปี2318 ไทยได้ปกครองถึงร้อยเอ็ด

ในปี 2319 เมืองนางรองเป็นกบฎ และไปขึ้นกับจำปาสัก ไทยจึงยกทัพไปตีในปี   2320  ตีอีสานใต้ที่เหลือและอาณาจักรจำปาสักได้

ปี  2321  ไทยยกทัพใหญ่ไปตีอาณาจักรเวียงจันทน์เพราะ เวียงจันทน์ส่งทัพมาตีก๊กพระวอที่มาขึ้นกับไทยแล้ว ปี 2322 ไทยตีได้ ลาว รวมทั้งหลวงพระบางและอีสานทั้งหมดก็มาขึ้บกับไทย

การปกครองไทยก็ให้ลาวปกครองแบบเดิมคือระบบอาญาสี่ กษัตริย์ทรงแต่งตั้งเฉพาะสี่ตำแหน่งใหญ่คือ เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตรทั้งระดับเมืองและอาณาจักร ที่เหลือเจ้าเมืองก็แต่งตั้งกันเอง




การเก็บภาษีก็เก็บส่วยแบบเดิม แต่ต้องส่งไทย หนึ่งในสาม เจ้าเมืองได้สองในสาม

ปัญหาคือเจ้าเมืองแจ้งจำนวนไพร่ที่จะเสียส่วยต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ส่วนกลางจึงได้ภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก

ต่อมาส่วนกลางเริ่มระแคะระคายว่าได้ภาษีน้อยกว่าที่ควรจะได้ จึงให้เจ้าเมืองส่งส่วยสองส่วน เจ้าเมืองกรมการเมืองได้หนึ่งส่วน ส่วนกลางพอใจที่ได้เงินเพิ่มขึน

แต่จากการตรวจสอบเอกสารที่นักสำรวจฝรั่งเศสสำรวจอย่างละเอียด ทั้งจำนวนไพร่และจำนวนเงินส่วยที่เจ้าเมืองส่งกรุงเทพ พบว่าจำนวนไพร่ที่แจ้งต่อกรุงเทพและส่วยที่ส่งโดยเฉลี่ยไม่ใช่สองในสาม แต่มีเพียงหนึ่งในสาม เจ้าเมืองยังยักยอกไว้ราวสองในสามเหมือนเดิม (แต่ละเมืองยักยอกไว้มากบ้างน้อยบ้างไม่เท่ากัน)

ที่มา https://encrypted-tbn1.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcThPH2b2PpdI8454CNYNa3tmntS-IcyztAi62qPJRCDWtzPISJSDA

สรุปว่าการคอรัปชั่นภาษีสมัย ร  1-5 เกิดจากการขาดตัวเลขประชากรที่ถูกต้อง ดังนั้นตอนปลาย ร. 5   จึงมีการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งแรกของประเทศไทย

นอกจากนี้ปัญหาการเก็บส่วยยังเกิดจากการที่ไพร่ไปแต่งงานเมืองอื่นทำให้ทางการตามตัวไพร่ไม่พบ

อีกประการหนึ่ง กฎหมายยอมให้ไพร่เลือกสังกัด ย้ายสังกัดได้ทำให้เวลาเปลี่ยนเจ้าเมืองมักจะมีการย้ายนายจนวุ่นวายทำให้การเก็บส่วยยุ่งยาก

การตั้งเมืองใหม่ที่เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ สมัย ร.1-4  ทำให้ พื้นที่เมืองเปลี่ยนแปลงทำให้จำนวนไพร่สับสน ก็ส่งผลต่อการเก็บส่วย ในป๊  2426  ร. 5 จึงให้ยุติการตั้งเมืองใหม่ในอีสาน
อ่านเพิ่มเติม »

ทำไมคนอีสานสมัยก่อนจึงต้องแลกเปลี่ยนค้าขาย

คนอีสานสมัยก่อนเมื่อราว 60 ปีก่อนขึ้นไปมีการค้าขายน้อยกว่าคนภาคอื่นมาก แต่ก็มีการแลกเปลียนอยู่บ้าง สาเหตุที่คนอีสานต้องมีการแลกเปลี่ยน

ประการแรก เกิดจากในบางปีเกิดภัยแล้ง สมัยก่อนไม่มีระบบชลประทานเหมือนสมัยปัจจุบันต้องอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว ทำให้ข้าวไม่พอกิน ชาวบ้านจึงแก้ปัญหาโดยการเข้าป่าขุดเผือกมัน แม้กระทั่งกลอยเอาต้มกิน บางคนก็กินขุยไผ่คือเมล็ดไผ่ แต่ถ้าของเหล่านี้ไม่พอก็ต้องไปแลกข้าวกับหมู่บ้านที่พอมีข้าวให้แลก ของที่เอาไปแลกก็แล้วแต่มีอะไร เช่น หน่อไม้ ปลาแดก เครื่องจักสาน แย้ กะบอง(ขี้ไต้)

ประการที่สองเกิดจากหลายหมู่บ้านไม่มีดินเค็มจึงผลิตเกลือไม่ได้ บางหมู่บ้านไม่มีช่างปั้นหม้อไม่มีดินเหนียวที่เหมาะกับการทำหม้อไห หลายหมู่บ้านไม่มีช่างตีเหล็ก จึงเกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างหมู่บ้านที่มีกับไม่มีสิ่งของที่จำเป็นอัตราการแลกไม่แน่นอน ไม่มีการตีราคาเป็นเงิน แต่บางอย่างก็ทำคล้ายๆกันเช่นหม้อดิน 1 ใบแลกข้าวได้ 1หม้อแล้วแต่หม้อใหญ่เล็กที่แลกกัน

ถ้าเป็นเสี่ยวกันหรือญาติต่างหมู่บ้านจะให้มากเป็นพิเศษ

การแลกกันดังกล่าวจึงเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน เห็นอกเห็นใจกันในยามตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งหมู่บ้านส่วนมากก็ล้วนแต่เคยผ่านประสบการณ์ภัยแล้ง น้ำท่วม จึงคิดเสมอว่าวันนี้เขามาพึ่งเรา วันหน้าเราก็อาจไปพึ่งเขา

ส่วนการคัาขายคือการเอาของไปแลกเงินในอีสานเกิดจากรัฐเปลี่ยนระบบการเสียส่วยที่เป็นสิ่งของเช่นผลเร่ว(หมากแหน่ง)ชายฉกรรจ์คนละ 12กก. หรือผ้าขาวคนละ สิบผืน ป่านคนละ12  กก. ในปี 2444  รัฐบาลเปลี่ยนมาให้เสียเป็นเงิน คนละ  4 บาท(เงินสี่บาทสมัยนั้นซื้อวัวได้  1  ตัว)เรียกว่าเงินรัชชูปการ

ต่อมาในสมัย ร. 6 รัฐบาลได้เพิ่มภาษีการศึกษาหรือศึกษาพลีอีกคนละ     2 บาท รวมรัชชูปการอีก  4   บาทเป็น     6   บาท (เท่ากับควายตัวหนึ่ง)

ผลคือชาวบ้านเดือดร้อนมากเพราะสังคมอีสานสมัยนั้นเป็นสังคมที่พอเพียงพึ่งทรัพยาการในปริมณฑลของหมู่บ้านและแรงงานคนในครอบครัว ถ้าเหลือบ่าฝ่าแรงก็ไหว้วานญาติ เพื่อนบ้านมาช่วยได้เสมอเช่นยกเรือน เกี่ยวข้าว จึงเป็นสังคมที่ไม่ใช้เงินตรา ชาวบ้านก็อยู่ได้ เมื่อรัฐต้องการเงินชาวบ้านจึงต้องหาของไปขายซึ่งลำบากมากเพราะไม่ค่อยมีตลาด ผู้เขียนสัมภาษณ์ผู้เฒ่าวัย88 ปีที่อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เมื่อปี 2526 เล่าว่าต้องหาบไก่สิบหกตัวไปขายเจ๊กที่ตลาดโคราช ซึ่งไกลจากหมู่บ้านถึง ถึง 140  กม,

อีสานเมื่อศตวรรษก่อนมีควายมากมาย ใครที่ควายสามสี่ตัวถือว่ายากจน คนที่มีฐานะดีมีควาย    40    ตัว บางคนมีเป็นร้อยตัว ควายจึงเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่คนอีสานสมัยนั้นเอาขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงิน แต่ในอีสานคนมีควายมากแล้วขายไม่ได้ตลาดควายจึงอยู่ที่ภาคกลางและพม่า บางส่วนแถวอุบลก็เอาขายในโคชินจีนของฝรั่งเศส

ภาคกลางของไทยพิ้นที่นาขยายตัวมากหล้งสัญญาเบาริ่งไม่นานจึงต้องการควายมาก ตอนล่างของพม่าก็ขยายตัวเหมือนกันจึงมีนายฮ้อยกุลาซื้อควายไทยปีละราวสี่หมื่นตัวส่วนมากมาจากอีสาน

การเก็บภาษีเป็นเงินทำให้เกิดการคีาขายในภาคอีสานและเกิดอาชีพนายฮ้อยด้วย
อ่านเพิ่มเติม »

เพราะเหตุใดภาคอีสานสมัยก่อนจึงมีการค้าน้อยกว่าภาคอื่น

สาเหตุที่การค้าในภาคอีสานเมื่อร้อยกว่าปีก่อนมีน้อยกว่าภาคอื่นเพราะภาคอีสานไม่มีแม่น้ำเชื่อมกับภาคอื่นๆ ในขณะที่ภาคเหนือมีแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ป่าสัก ชื่อมกับภาคกลาง ส่วนภาคใต้ก็มีทะเลเชื่อมกับภาคกลางและมลายู คนสมัยก่อนหากจะไปมาระหว่างภาคอีสานกับภาคกลางจะต้องเดินเท้า ใช้ม้า เกวียนแต่ก็ยากลำบากมากเพราะต้องผ่านภูเขา และดงพญาไฟซึ่งมีอันตรายมากจากไข้ป่าหรือไข้มาเลเรีย ตอนที่ฐบาลสร้างทางรถไฟสายแรกคือสายกรุงเทพฯ-โคราชในสมัย ร.5 มีกรรมกรจีนตายจากไข้ป่า มากกว่า400คน มีวิศวกรเยอรมันตายกว่า30คน จนมีคำกล่าวว่าใครจะเดินทางผ่าดงพญาไฟจะต้องสะพายหม้อดินเอาใส่กระดูกตัวเอง เมื่อตายเพื่อนที่ไปด้วยจะเผาศพเอากระดูกใส่หม้อดินไปฝากพ่อแม่ ลูกเมีย


ข้าราชการสมัยก่อนหากถูกย้ายมาภาคอีสาน จะเสียใจมากเพราะกลัวว่าจะเอาชีวิตมาทิ้งแถวดงพญาไฟ บางคนถึงกับลาออกจากราชการก็มี

ประการที่สองการเดินทางสมัยนั้นยังต้องเสี่ยงภัยกับสัตว์ร้ายเช่นเสือ งูซึ่งมีชุกชุมมากเนื่องจากเมื่อร้อยปีก่อนพื้นที่ป่าใภาคอีสานมีมากกว่า80%ของพื้นที่ภาค ป่าจึงเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายที่คร่าชีวิตคนเดินทางเสมอๆ

ประการที่สาม มีโจรคอยปล้นฆ่าพ่อค้าเสมอๆ มีหลักฐานในสมัย ร.3 พ่อค้าจีนที่ค้าขายระหว่างอุบลกับร้อยเอ็ดถูกปล้นถูกฆ่าตายระหว่างรอยต่อเมืองสุวรรณภูมิกับอุบล ในสมัย ร.5มีพ่อค้ากุลาถูกโจรปล้นหลายครั้ง เหตุที่มีโจรเพราะอีสานมีพื้นที้กว้างที่สุดของประเทศเมืองก็อยู่ห่างๆกัน เจ้าหน้ามีน้อยมากสมัยก่อน มีขุนเมืองดูแล ไม่มีตำรวจอาชีพ หลังกบฎผู้มีบุญอีสานปี2445จึงมีกาสร้างตำรวจอาชีพเป็นครั้งแรก คือ รร.นายร้อยตำรวจที่ จอหอ ผลิตตำรวจราว400คนส่งไปดูแลอีสานใต้ ได้ผลดีมากจึงผลิตตำรวจส่งไปทั่วประเทศ

ประการที่สี่ แม่น้ำหลักในอีสานทุกสายล้วนแต่ไหลลงแม่น้ำโขง และเป็นแม่น้ำสายเล็กมาก พอหน้าแล้งก็แห้งเป็นช่วงๆเดินเรือได้เฉพาะหน้าฝน จึงเป็นอุปสรรคต่อการค้า แม่น้ำโขงใช้เดินเรือค้าขายได้เฉพาะช่วงเหนือคอนพระเพ็ง หลี่ผีขึนมาใต้ลงไปทำไม่ได้เพราะติดแก่งหลี่ผีมหึมาขวางก้น


ประการสุดท้ายเพราะสังคมอีสานสมัยนั้นแต่ละหมู่บ้านพึ่งตัวเองได้สูงมาก ผลิตข้าวได้พอเพียง กับข้าวก็มีผักป่ารอบๆหมู่บ้าน มีปลาอุดม ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์ผู้เฒ่าอายุ80ปีเมื่อปี2529 ที่บ้านท่าสะอาดใต้ อ.เซกา จ.หนองคาย ท่านบอกว่าสมัยหนุ่มไปทอดแหในแม่น้ำสงครามโครมเดียวได้ปลาค้อนกะต่า(เกือบสิบ กก.)กินไม่หมดต้องเอาไปแบ่งให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงเสมอ ในป่ายังมีสัตว์น้อยใหญ่เช่นกวาง เก้ง หมูป่า กระต่ายป่า กะปอม แย้ แมงกินูน แมงเบ้า แมงกุดจี่ฯลฯ เสื้อผ้าก็ทอเอง วัสดุสร้างบ้านก็ตัดจากป่ารอบๆหมู่บ้าน ยารักษาโรคก็ใช้สมุนไพรจากป่า ดังนั้นชาวบ้านจึงพึ่งตัวเองได้สูงมากไม่ต้องพึ่งห้าง หรือเซเว่นอีเลฟเว่นเหมือนคนไทยในปัจจุบันการค้าในยุคนั้นจึงเกิดขึ้นยาก


อ่านเพิ่มเติม »

พระไอยการลักษณะผัวเมีย :ความไม่เท่าเทียมของหญิงชายไทยก่อนปฏิวัติ 2475

หลักฐานสำคัญที่บ่งบอกเราว่าสังคมไทยก่อนปฏิวัติ 2475 เป็นสังคมที่หญิงเป็นเบี้ยล่างของชาย คือกฎหมายตราสามดวงซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา จนปลายสมัยรัชกาลที่ 5 จึงยกเลิกกฏมายอาญาแบบเก่า มาใข้แบบใหม่ ส่วนกฏหมายแพ่งแบบเก่ามายกเลิกหลังปฏิวัติ 2475 ไม่นาน

หลักฐานการไม่เท่าเทียมกันของชายหญิงอยู่ใน พระไอยการลักษณะผัวเมีย และพระไอยการทาษ แต่เพื่อให้บทความนี้กระชับจึงขอยกเฉพาะ พระไอยการลักษณะผัวเมีย โดยสังเขป กฏหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของกฏหมายตราสามดวง ขอสรุปไว้ดังนี้

พระไอยการลักษณะผัวเมีย ตราขึ้นครั้งแรกใน พศ. 1904  ม.1-71 สมัยพระเจ้าอู่ทอง ฉบับที่สอง ตราเพิ่มเติม ม.72-74 ใน พศ.1905 ฉบับที่สาม ม.75-141 พศ.2347 (รัชกาลที่ 1) สาระสำคัญ มีดังนี้

1. ชนิดของเมีย มีสามชนิดคือ

    1.1 เมียที่พ่อแม่กุมมือให้เป็นเมียชาย เรียกว่าเมียกลางเมือง
    1.2 เมียที่ชายขอมาเลี้ยงเป็นอนุภรรยาหรือเมียน้อย เรียกว่า เมียกลางนอก
    1.3 เมียที่ชายซื้อมาหรือไถ่มาเรียกว่าเมียกลางทาษี

2. การแต่งงานที่ถูกต้องตามกฏหมาย พ่อแม่ หริอผู้ปกครอง หรือนายทาสต้องอนุญาต

3. หญิงเมื่อแต่งงาน จะกลายเป็นสมบัติของผัว ชายอื่นจะไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้ หญิงทาสที่เป็นเมียของทาส นอกจากจะเป็นเมียของผัวแล้วยังต้องทำงานตามคำสั่งของนายทาสด้วย

4.กฏหมายห้ามแต่งงานหลายกรณี เช่น

    4.1 หลานทำชู้กับเมียลุง ตา ปู่ อาว์ (ชายที่เป็นน้องของพ่อ) อา (หญิงที่เป็นน้องของพ่อ) น้า โทษผู้ฝืนคือ จับทั้งคู่ใส่ตรวน ขิ่อ คา เอาหมึกสักหน้า เอาเชือกหนังผูกคอ ตีฆ้องแห่ประจานรอบตลาด เอาขึ้นขาหย่าง ยิงด้วยลูกสันโดด ตีด้วยลวดหนัง 25-50 ที แล้วจับทั้งคู่ลอยแพนอกเมือง (ม.35 )

    4.2 พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง ยาย หลานตา หลานลุงน้าหลาน ทำชู้กันให้ทำโทษโดยลอยแพในทะเล ญาติพี่น้องต้องทำพลีกรรมด้วยไก่แปดตัวที่ประตูเมืองทั้งสี่ ให้พระ พราหมณ์ สวดทำพิธีระงับอุบาทว์จัญไร ญาติพี่น้องที่รู้เรื่องแล้วมิได้ว่ากล่าว ให้ลงโทษตามโทษานุโทษ

      4.3 ภิกษุสามเณร ได้เสียกับหญิง มีโทษปราชิก และปรับไหม (ม.40) ถ้าจำเลยทำร้ายและข่มขืนหญิง ให้ปราชิกเฆี่ยน 29-50 ที แล้วส่งไปเป็นตะพุ่นช้างหญิงให้ทำโทษดุจหญิงนอกใจผัว (ม.41)

    4.4 นายทาสไปเอาเมียทาส ให้ปล่อยผ้วและเมียเป็นไท ถ้าเมียไม่ไปกับผัว ให้นายทาสจ่ายค่าตัวเมียให้ผัวด้วย

    4.5 นายทาสหรือพี่น้องลูกหลานนายทาส ข่มขืนทาสหญิงๆร้องแรก มีสักขีพยานให้ลดต่าตัวทาสลง 1/4  แต่ถ้าหญิงทาสยินยอมให้ร่วมหลับนอนไม่มีโทษ (ม.46)

    4.6 ทาสแต่งงานกันเอง แล้วพากันหนีไปอยู่ที่อื่น โดยที่พ่อแม่และนายทาสไม่อนุญาต ไม่ว่านานแค่ไหน ทั้งคู่ก็ยังเป็นทาสอยู่ และไม่ถือเป็นผัวเมียกัน หากนางเมียทาสมีชู้จะฟ้องเอาผิดชายชู้มิได้ (ม.48)

5.โทษของการมีชู้

     5.1 ลงโทษตามชนิดของเมียตามลำดับ
     5.2 การมีชู้ มีประเภท คือ

    (1) ไม่ถึงชำเรา มี 5 ประการ

    ๑, จับมือถือนม
    ๒. ผัวไม่อยู่ไปหาเมียท่านบนเริอน
    ๓. ไปหาเมียท่านในที่ลับ
    ๔. ลักลอบพูดกับเมียท่าน
    ๕  ไปหาเมียท่านถึงห้องนอน
    ให้ปรับไหมตามลำดับ

    (2) เป็นชู้ถึงชำเรา (ได้เสียกัน) มีโทษแตกต่างกัน เช่น

    ๑. เมียมีชู้ให้เอาเฉลวปะหน้า ทัดดอกชบาแดง สวมคอพวงมาลัยดอกชบา ประจาน 3 วัน ชายชู้ให้ปรับใหม

    ๒. เมียมีขู้กับชายคนเดียวสองครั้ง ให้ปรับสองเท่า โกนหัวเมีย ขึ้นขาหย่างประจานรอบตลาด ตีด้วยลวดหนัง 2 ที

    ๓. เมียมีชู้ สามครั้ง ไม่ให้ลงโทษชายชู้ ส่วนเมียให้ลากไถนานาประจานแทนควาย 3 วัน และสักแก้มเป็นภาพชายหญิง

    ๔. การผิดเมียท่านถึงชำเรา โทษเป็นสองเท่าของการชำเรา

    ๕. ทำชู้เมียท่านที่ไปราชการ เพิ่มโทษเป็นสองเท่า

    ๖. จับชู้ได้คาหนังคาเขา (หญิงนอนหงาย ชายนอนคว่ำ ) ให้ผัวฆ่าเสียทั้งคู่ ถ้าฆ่าเฉพาะเมีย ให้ปรับผัว แต่ถ้าเมียหนีรอดตายไปได้ ให้จับเมียเป็นทาสหลวง (ม.8-9)

    ๗. เมียนอกใจหากไม่ฆ่า ให้ริบทรัพย์ ทั้งคู่มาเป็นของผัว ไล่เมียไปให้มีเสื้อผ้าชุดเดียวที่สวมไป (ม.10)
 
6 การสิ้นสุดของผัวเมีย

    6.1 ผัวตาย ต้องรอให้ทำศพผัวเสร็จก่อนจึงจะมีผัวใหม่ได้ ถ้าฝ่าฝืนให้ญาติผัวจับเมียเอาตะกร้อสวมหัวถึงตา แห่ประจานรอบบ้านผัวสามรอบ ปรับใหมชายชู้1ล้านเบี้ย

    6,2 เมียหนีผัวไปไดัผัวใหม่จนมีลูกสามคนขึ้นไป ถือว่าขาดจากผัวเดิม ถ้ามีลูกกับผัวใหม่สองคนยังถือว่าเป็นเมียผัวเก่า

    6.3 ผัวไปบวช เป็นพระภิกษุ สามเณร หากสืกมาเมียยอมเป็นเมียก็ถือว่ายังเป็นเมีย แต่ถ้าเมียไม่ยอมก็แล้วแต่เมีย

    6.4 ผัวอนุญาตให้เมียไปบวขชี แม้สึกมาจะเอาผัวเดิมหรือผัวใหม่ก็ได้ (ม.37-39)

    6,5 ผัวเมียทะเลาะกัน ผัวลงเรือนทิ้งเมียไป 3 เดือนถึง1 ปี 4 เดือนตามระยะทางห่างระหว่างเรือนของเมียกับเรือนของพ่อแม่ผัว เมื่อพ้นกำหนด ให้เมียส่งเฒ่าแก่ผู้ใหญ่กำนันผู้ใหญ่บ้านนำขันหมาก สินสอด ทุนไปคืนผัวหรือพ่อแม่ของผัว แล้ว ความเป็นผัวเมียขาดกัน (ม49)

    6.6 ชายหญิงแต่งงานกัน ไม่มีขันหมาก สินสอด หรือมีทุนแล้วขายหมดไป ถ้าหญิงบอกเลิกกับชาย ความเป็นผัวเมียก็หมดไป แต่ถ้ามีขันหมาก สินสอดต้องคืนผัวก่อน ความเป็นผัวเมียจึงจะขาดกัน (ม.49)

    6.7 ผัวเมียโกรธกัน ผัวเอาสินเดิมลงเรือนและเอามีดฟันเสาเรือน แม้จากไปวันเดียวความเป็นผัวเมียก็ขาดกัน (ม.51)
  
ที่มา: กฏหมายตราสามดวง เล่ม ๒( กรุงเทพฯ:องค์การค้าของคุรุสภา 2515) เผยแพร่ครั้งแรก 13 กันยายน 2558
   




อ่านเพิ่มเติม »