แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเก็บภาษี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเก็บภาษี แสดงบทความทั้งหมด

กบฎผู้มีบุญอีสาน 2445: สาเหตุและวิธีการ

กบฎผู้มีบุญอีสานเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ครั้งที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นใปปี 2445 เกิดขึ้นเกือบทุกจังหวัด(13 จังหวัด)ในภาคอีสาน มีผู้ตั้งตัวเป็นผู้มีบุญ ถึง60 คน จังหวัดที่มีผู้มีบุญ10คน ขึ้นไปมี อุบล 14 คน ศรีสะเกษ 12 คน มหาสารคาม 10 คน

สาเหตุของกบฏครั้งนี้มีทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ

สาเหตุทางการเมือง มีทั้งการเมืองภายนอกคือ การที่ฝรั่งเศสขยายอำนาจเข้ามาครอบครองดินแดนในอินโดจีนซึ่งไทยมีอำนาจเกินครึ่งของพื้นที่ ปี2410 ไทยเสียเขมรส่วนนอก ปี2431 เสียสิบสอบจุไทย ปี2436 เสียลาวฝั่งซ้ายและไทยยังเข้าไปตั้งกองกำลังใดๆ แม้แต่เก็บภาษีในเขต 25กิโลเมตรทางฝั่งขวา(ฝั่งอีสาน)มิได้ ทำให้เกิดข่าวลือว่าฝรั่งจะมายึดบางกอกและจะเกิดผู้มีบุญขึ้นทางฝั่งตะว้นออก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นได้ชัดว่าอำนาจของไทยลดไปมาก

ส่วนการเมืองภายใน เจ้า ขุนนางเดิมในพื้นที่อีสานไม่พอใจจากการเสียอำนาจและผลประโยชน์จากการปฏิรูปการปกครองของ ร.5 กล่าวคือส่งข้าหลวงและข้าราชการจากส่วนกลางมาทำงานแทน เจ้าเมืองกรมการเมืองเดิม เมื่อเจ้าเมืองกรมการเมืองตายก็ยุบตำแหน่งนั้นไปเลย แต่ที่ไม่พอใจที่สุดคือทางส่วนกลางส่งคลัง และสรรพกรมาเก็บภาษีแทนเจ้าเมืองกรมการเมือง และแบ่งผลประโยชน์ให้นิดเดียวเช่น ภาษีรัชชูปการเก็บไพร่คนละสี่บาท แต่แบ่งให้เจ้าเมืองกรทการเมืองและกำนัน แค่ 13.67% อีก 86.33% ส่งเข้าส่วนกลางนี่คือการทุบหม้อข้าวในสายตาของผู้มีอำนาจเก่า ผลคือผู้มีอำนาจเก่าที่เคยได้เงินส่วยจากไพร่ถึงสองในสามส่วน พอไม่ได้ก็ยากจนลงและไม่พอใจส่วนกลาง

ส่วนสาเหตุทางเศรษฐกิจสังคมคือ เกิดฝนแล้งในอีสานใต้ติดต่อกันสองสามปี ยิ่งกว่านั้นการที่รัฐบาลให้ไพร่จ่ายภาษีรัชชูปการเป็นเงินแทนสิ่งของคนละสี่บาท ทำให้ไพร่ต้องลำบากมาก เพราะสังคมอีสานก่อนหน้านั้นตลอดมาไม่ต้องใช้เงินก็อยู่ได้เพราะทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ตลาดมีน้อยมากๆเมื่อรัฐต้องการเงินชาวบ้านถ้าไม่ขายควาย(ตัวละ6 บาท)ให้นายฮ้อย ก็ต้องหาอย่างอื่นไปขาย บางคนหาบไก่ 16 ตัวไปขายเจ๊กที่ตลาดโคราชซึ่งห่างจากหมู่บ้านถึง140 กม. ที่แย่กว่านั้นรัฐบาลยังออกกฎหมายให้คนนำช้าง ม้า วัว ควาย ไปตีทะเบียนที่ว่าการอำเภอ เเละต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย ใครไม่ตีทะเบียนจะส่งไปขายภาคอื่นไม่ได้  ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะหมู่บ้านจำนวนมากห่างไกลอำเภอเกิน 30 กม.และเมื่อเอาฝูงสัตว์ไปถึงอำเภอตีทะเบียนไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่อ้างว่าแบบฟอร์มจดทะเบียนหมด และไม่ทราบว่าส่วนกลางจะส่งมาถึงเมื่อใด แต่ถ้าแอบเอาเงินให้ จนท. จนท.ก็หาแบบฟอร์มมาให้จนได้

สำหรับวิธีการกบฎก็ใช้คล้ายๆกันคือกลุ่มแกนนำมักใช้หมอลำซึ่งเป็นการแสดงที่ชาวบ้านชอบมากที่สุดนอกจากมีเรื่องนิทานพื้นบ้านแล้วยังมีคำพยากรณ์ว่า หมูและควายเขาตู้จะกลายเป็นยักษ์ หญิงโสดจะถูกยักษ์กิน เงินทองจะกลายเป็นเหล็ก ตัวหม่อนจะกลายเป็นงูและเงือก ขบกัดเจ้าของ ฟักเขียวจะกลายเป็นช้าง  ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 120 (2445) จะเกิดพายุ 7 วัน 7 คืน พัดแรงมากจนคนตัวปลิว ให้ปลูกต้นตะไคร้เอาไว้เกาะ ไม่ให้ปลิวไปกับพายุ จะมีผู้มีบุญมาปรากฎตัว ใครที่รักษาศีล ทำบุญเคารพพ่อแม่ครูอาจารย์และท่องคาถาจะอยู่รอดและยักษ์จะไม่กิน ใครอยากร่ำรวยให้เก็บก้อนกรวดมาบูชา พอผู้มีบุญปรากฎตัว ท่านสามารถเสกให้ก้อนกรวดเป็นเงินเป็นทองได้

คำพยากรณ์และคาถาที่ว่านี้ได้มีการคัดลอกต่อๆกันแบบจดหมายลูกโซ่ หรือส่ง ไลน์หรือ fb ในปัจจุบันทำให้ข่าวผู้มีบุญซึ่งจะมาสร้างสังคมใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ไม่มีการขูดรีดจากเจ้านาย แพร่กระจายในอีสานอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านส่วนมากพากันเชื่อ แล้วคัดจดหมายลูกโซ่ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า หนังสือผู้มีบุญ บ้าง เรียก หนังสือท้าวธรรมิกราช บ้าง หนังสือ พระยาอินทร์ บ้าง คนเป็นจำนวนมากไปเก็บก้อนกรวดในแม่น้ำลำธารมาบูชาเพื่อรอผู้มีบุญเสก มีหลายพื้นที่คนเอาเงินที่มีบ้างมาซื้อของจากร้านเจ๊กโดยไม่เอาเงินทอน บางคนเอาเงินทอนมาโยนทิ้งข้างทาง สินค้าจึงขายดีมาก บางคนทิ้งข้าวไว้ให้วัวควายกินเพราะผู้มีบุญกำลังจะมาทำให็รวยแล้ว

การต่อสู้กับอำนาจรัฐของชาวอีสานจะเป็นอย่าง โปรดอ่านใน บทความต่อไปครับ
แผนที่ การกระจายของกบฎผู้มีบุญอีสาน 2445
กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงใหญ่ มณทลอีสาน ขณะเกิดกบฎผู้มีบญ2445



ที่มา:สุวิทย์ ธีรศาศวัต ประวัติศาสตร์อีสาน 2322-2488 เล่ม 2 หน้า178-192 (คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ข. 2557)
อ่านเพิ่มเติม »

เพราะเหตุใดคนไทยสมัยก่อนจึงค้าขายสู้คนจีนไม่ได้

คำถามตามชื่อบทความนี้ คำตอบคือคนจีนขยันมัธยัสถ์และขยันกว่าคนไทย คำตอบนี้ไม่ผิด แต่ก็มิใช่จะมีแค่นี้ เมื่อผู้เขียนได้วิจัยประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัย กรุงธนบุรีถึงสมัย ร.3 จึงได็คำตอบที่แท้จริงว่าการค้าไทยถูกคนจีนครอบครอง นอกจากเพราะคนจีนขยัน ประหยัดแล้วยังมีเหตุผลอีกสามประการ

1.ระบบไพร่ทำให้คนไทยไม่มีเวลาค้าขาย การค้าต้องทำต่อเนื่องมิฉะนั้นลูกค้าหายหมด คนไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ราว 83% เป็นไพร่และทาส ไพร่ชายทุกคนจะต้องเข้าเดือนออกเดือน(ไปอยู่เวรรักษาป้อม ประตูเมือง ขุดคูซ่อมวัง  กำแพงเมืองฯลฯ)ปีละ 6เดือนโดยเข้าเวรหนึ่งเดือน ออกเวรหนึ่งเดือนสลับกัน ต่อมาต้น ร.1ลดเหลือเข้า 1 เดือน ออก 2 เดือนสมัย ร.2-5  เข้า 1 ออก 3 เดือน ในระหว่างเข้าเดือนไพร่ไม่มีเบี้ยเลี้ยง ไม่มีอาหาร เสื้อผ้าแจก ไพร่ต้องจัดหามาเองทุกอย่าง

2,ระบบภาษี   เจ้า ขุนนางไม่ต้องเสียภาษี แต่ไพร่รับภาระภาษีทุกอย่าง ในสมัย ร.3 ภาคกลาง เสียอากรมากชนิดที่สุดคือ17ชนิด เช่น อากรค่านา เสียไร่ละ สองสลึง 1 เฟื้อง หรือเสียเป็นข้าวเปลือกไร่ละ 2 ถัง ทำสวนต้องเสียอากรสวนใหญ่ มีไม้ผล สิบชนิดที่ต้องเสีย เช่น ทุเรียน มะม่วง ต้นละ 1 บาท(ทองสมัยนั้นหนัก 1บาทราคา10-11 บาท) มังคุด ลางสาดต้นละ 1 เฟื้อง(12.5 สต) แต่ถ้าอากรสมพัตสร ที่เก็บจากผู้ปลูกไม้ล้มลุก เสียเป็นไร่ ถ้าปลูกสามคร้งก็ต้องเสียสามครั้งในปีนั้น เช่น ปอกระเจา  ถั่วเขียว ถั่วแระ มันเทศ กัญชาไร่ละ 2 สลึง ฝ้าย ขิง ถั่วสิลง ไร่ละ 1 บาท มีพืช 37 ชนิดที่ต้องเสียอากรนี้ ใครจับสัตว์น้ำก็ต้อง อากรค่าน้ำตามชนิดของเครื่องมือเช่น อวน ปากละ 16 บาท แหคนละ บาท  เบ็ดราว คนละ 2สลึง มีเครื่องมือจับปลา 76 ชนิดที่เสียอากรค่าน้ำ ใครค้าขายเสียอากรตลาดตามขนาดของแผง ร้านเช่นกระเดียดเร่ วันละ 10 เบี้ย หาบเร่ 15 เบี้ย แผงลอย 20  เบี้ย ร้านขายเครื่องทองเหลือง ผ้า  เครืองทอง ปีละ 4-6 บาท นอกจากนี้มีภาษีอีก 42 ชนิด รวมอากรและภาษี 59 ชนิด เพื่อให้การเก็บอากรได้มากที่สุด โดยรัฐเสียค่าจัดเก็บภาษีอากรน้อยที่สุด รัฐจึงให้คนมาประมูลใครให้เงินรัฐมากที่สุด คนนั้นจะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าภาษีอากร แน่นอนคนที่เข้ามาประมูลส่วนมากเป็นขุนนางและคนจีน แต่ในระยะหลังจะเป็นคนจีนเป็นส่วนใหญ่ คนเหล่านี้พยายามเก็บภาษีให้ได้มากที่สุดตามอัตราที่รัฐกำหนด ไพร่ต้องเสียภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมสูงถึง 59.53% ได้ทั้งหมด เมื่อคนไทยต้องเสียภาษีมากขนาดนี้ จึงไม่มีเงินเหลือไปลงทุนทำธุรกิจการค้าใดๆ

3.คนจีนได้รับอภิสิทธิ์ คือหนึ่ง) ไม่ต้องสังกัดกรมกองเหมือนไพร่ จึงมีเสรีที่จะเดินทางไปค้าขายหรือตั้งรกรากที่ใหนก็ได้ สอง) คนจีนไม่ต้องเข้าเดือนออกเดือนจึงค้าขายได้อย่างต่อเนื่อง สาม) คนจีนเสียภาษีรายหัวเพียงหกสลึงต่อสามปี ต่อมาสมัย ร. 3 เสีย  4-8บาท ต่อสามปี(1.33-2.66 บาทต่อปี) ในขณะที่ไพร่ หากมีความจำเป็นเช่นเมียออกลูก พ่อแม่ตายต้องไปจัดงานศพ หรือตัวเองป่วย ไพร่ต้องเสียเงินแทนเดือนละ 6 บาท จะเห็นว่าตนจีนมีโอกาสสะสมทุนได้มากกว่าคนไทยหลายเท่า  ยิ่งนานไปทุนสะสมของคนจีนก็ยิ่งมากจนเขยิบฐานะ จากขายแรงงาน มาหาบของขาย มีร้านของตัวเองภายในหนึ่งชั่วคนก็กลายเป็นเจ้าของร้าน บางคนก็กลายเป็นเจ้าสัว
ที่มาภาพPendleton ;University of Wisconcin



ที่มา สุวิทย์ ธีรศาศวัต รายงานการวิจัยเรื่องประวัติศาสตร์เเศรษฐกิจการเมืองไทยรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถึงสมัยรัชการที่3 (2310-2394)(สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ 2525)
อ่านเพิ่มเติม »

กบฏผู้มีบุญโสภา พลตรี บ้านสาวะถี

กบฎผู้มีบุญโสภา พลตรี เกิดในปี 2483 ที่บ้านสาวะถี ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น หัวหน้าคือ พ่อใหญ่โสภา พลตรี เกิดบ้านโนนรัง 2425 ไม่ห่างบ้านสาวะถีนัก เป็นชาวนามีอันจะกินมีนา 70-100 ไร่ และเป็นหมอลำ มีความจำเป็นเลิศ จึงมีสานุศิษย์หลายหมู่บ้าน มีภรรยาหลายคน แกนนำมีพ่อใหญ่สิงห์ พ่อใหญ่เสริมและพ่อใหญ่คุย

สาเหตุที่เกิดกบฎนี้มาจากความไม่พอใจของแกนนำและชาวบ้านแถบนี้มีสามประการ ประการแรกไม่พอใจ พรบ.ประถมศึกษา 2464 ที่บังคับให้ส่งเด็กไปเรียนใน รร. ซึ่งบังคับให้เรียนภาษาไทย พ่อใหญ่โสภา เห็น ว่า รร .จะทำให้เด็กกลายเป็นคนไทย ภาษาไทยกินเด็ก แต่ภาษาธรรมที่อีสานสอนกันมาแต่โบราณสอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม พ่อใหญ่แกนนำทั้งสี่จึงไม่ยอมส่งลูกไป รร.

ประการที่สอง แกนนำและชาวบ้านต่อต้านกฏหมายป่าไม้ ซึ่งห้ามคนตัดไม้ ใครจะตัดต้องไปขออนุญาตป่าไม้ แม้แต่จะมาทำเรือน เล้าข้าว ก็ไม่ได้ ท่านเห็นว่าต้นไม้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ รัฐบาลไม่ได้ปลูกจะมาห้ามได้อย่างไร

ประการที่สาม แกนนำและชาวบ้านต่อต้านภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งออกมาแทน ภาษีรัชชูปการ ภาษีบำรุงท้องที่เก็บตามขนาดถือครองที่ดิน ท่านเห็นว่าที่ดินชาวบ้านต้องลงแรงถางป่า ขุดตอ ยกคันนาเหนื่อยยากกว่าจะได้นาแต่ละไร่ ที่นาจึงเป็นของชาวนาไม่ใช่ของรัฐจะมาเก็บภาษีได้อย่างไร พวกแกนนำไม่ยอมเสียภาษีบำรุงท้องที่ และมีคนไม่ยอมเสียตาม

ทางนายอำเภอเมืองคือขุนวรรณวุฒิวิจารณ์เห็นว่าจะมีชาวบ้านไม่ยอมเสียภาษีตามจึงเชือดไก่ให้ลิงกลัวโดยยึดที่ดินของพ่อใหญ่สิงห์ พ่อใหญ่เสริม สองพี่น้อง 40 ไร่ ขายเจ๊กพก คนรวยในบ้านสาวะถี 125 บาท แต่ลิงไม่กลัว  สองพี่น้องไม่สนใจเจ๊กพกและนายอำเภอ ยังเข้าไปทำนาตามปกติ เจ๊กพกไปขอเงินคืนนายอำเภอก็ไม่คืน เจ็กพกจึงเสียเงินฟรีไป 125 บาท เท่ากับวัว 30 ตัวในสมัยนั้น ทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจ และมีคนศรัทธาพ่อใหญ่โสภามากขึ้นเรื่อยๆ เวลาพ่อใหญ่โสภาไปเล่นหมอลำที่ใหนแฟนคลับจะมากันหลายตำบล

ในที่สุดทางการก็จับหัวหน้าและแกนนำไปขังไว้ 11 คน ขัง 15 วันก็ปล่อยมา พอออกมาพ่อใหญ่โสภากับแกนนำก็พูดถึงการกดขี่ของเจ้านายอีก จึงถูกจับไปขังครั้งที่สอง 20 คน แต่คนเหล่านี้ก็ไม่กลัว การจับใหญ่จึงเกิดชึ้น ในวันที่ 16 ธันวาคม 2483ราวสามทุ่ม ขณะที่พ่อใหญ่โสภา กำลังแสดงหมอลำ มีชาวบ้านหลายตำบล บางคนมาไกลถึง 40 กม. คืนนั้นมีคนมาดูหมอลำ 200-300 คน ทางการจับชาวบ้านทั้งชายหญิงไปขัง 116 คนขังประมาณสองเดือน บางคนคลอดลูกในเรือนจำ ศาลตัดสินแกนนำและหัวหน้า รวม สี่คน จำคุกตลอดชีวิตตามข้อหากบฎภายใน แต่ศาลกรุณาเพราะเห็นว่าชาวบ้านไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนการจับกุมจึงพิพากษาให้จำคุก 16 ปี

แต่อย่างก็ตามไม่มีใครถูกจำคุกถึง 16ปี เพราะ พ่อใหญ่เสริมเป็นอหิวาต์ตาย ส่วนพ่อใหญ่โสภา พ่อใหญ่สิงห์ พ่อใหญ่คุยทาง จนท.เอาไปเสี่ยงทายถ่วงน้ำที่คลองบางซื่อ แต่ไม่ตายทางการจึงปล่อยตัวที่เรือนจำขอนแก่น

แต่โชคร้ายก่อนวันปล่อยตัว เพียงหนึ่งวัน พ่อใหญ่โสภา ปวดฟัน ทางเรือนจำจึงให้เสมียนคำมาฉีดยา รุ่งขึ้นพ่อใหญ่โสภาก็ตาย ระหว่างรอญาติมารับศพก็เอาร่างไปฝัง พอญาติมาขุดศพก็พบแต่เสื่อที่ห่อศพกับผ้าขาวม้าของพ่อใหญ่โสภา

ชาวบ้านชื่อว่าทางการฆ่าพ่อใหญ่โสภาโดยการฉีดยาพิษ  และเมื่อศพหายไป ชาวบ้านเชื่อว่าพ่อใหญ่โสภาเป็นผู้วิเศษ

แต่ผู้เขียนสันนิษฐานว่าทางการอาจเกรงว่าถ้าชาวบ้านได้ศพไปทำพิธ๊อาจปลุกความไม่พอใจต่อต้านทางการและจะทำให้พ่อใหญ่โสภากลายเป็นฮีโร่ยิ่งขึ้น จึงเอาศพไปฝังที่อื่น เอาเสื่อกับผ้าขาวม้าฝังอีกที่ก็ได้

อย่างไรก็ตามแม้ท่านจะจากไปนานแล้วตอนที่ผู้เขียนสัมภาษณ์ พ่อใหญ่คุย แดงน้อยแกนนำ(ตายปี 2530 อายุ 106ปี) และพ่อใหญ่พิมพ์ รัตนคุณศาสน์ ซึ่งอยู่ในเหตการณ์แต่อยู่ฝ่ายรัฐในปี 2528  ทั้งคู่และชาวบ้านรุ่นหลังที่นั่งฟังอยู่ด้วยก็ยังจำคำทำนายเหตูการณ์ในอนาคตของท่านได้ ซึ่งตอนทำนายชาวบ้านก็ไม่เข้าใจเพราะสิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น มาเข้าใจภายหลัง ทำให้ชาวบ้านนับถือพ่อใหญ่ผู้ะล่วงรู้อนาคตยิ่งขึ้น

เช่นทำนายว่า ม้าซิโป่งเขา เสาซิออกดอก (อันแรกคือจักรยานยนต์ อันหลังคือเสาไฟฟ้า)
 โบกกุมภัณฑ์ สิบห้าวันจึงจะเปิดเทียหนึ่ง แต่บ่อมีไผเป็นหนี้กัน(คือลอตเตอรี่)
เหมิดบ้านซิมีไถ 2-3 ดวงเอาไว้ไถนากัน(คือรถไถเดินตาม)
เขาตีมวยอยู่เมืองนอก จะนอนฟังอยู่บ้านก็ได้(คือวิทยุ)






อ่านเพิ่มเติม »

การปฏิรูปการเก็บภาษีในอีสานสมัย ร.5

การเก็บภาษีในภาคอีสานตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีถึงสมัย ร.2 เก็บส่วยเพียงอย่างเดียว ซึ่งน้อยกว่าภาคกลางมาก ต่อมาในสมัย ร.3 จึงมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีกสามชนิดคืออากรค่านา อากรสุรา อากรบ่อนเบี้ย และเก็บเฉพาะเมืองที่ขึ้บกับโคราช 10 เมืองคือ โคราช พิมาย นางรอง ปักธงชัย จัตุรัส บำเหน็จณรงค์ ชัยภูมิ พุทไธสง ประโคนชัย และบุรีรัมย์ เมืองอีกราว80% ที่เหลือเสียชนิดเดียวคือส่วยในขณะที่ภาคกลางต้องเสียภาษีถึง 59 ชนิด

การเก็บอากรสุราและบ่อนเบี้ยใช้วิธีประมูล ใครเสนอราคาสูงสุดรัฐบาลก็ตั้งคนนั้นเป็นนายอากร เก็บได้ก็ส่งรัฐตามที่ประมูลส่วนที่เก็บได้เกินเท่าไรก็เป็นของนายอากรทั้งหมด ในพื้นที่ประมูลใครจะตั้งบ่อน ผลิตสุราไม่ได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากนายอากรๆจึงผูกขาดกิจการที่ว่าคนเดียว

ในสมัย ร.5 จึงได้มีการปฏิรูปการเก็บภาษีครั้งใหญ่คือ หนึ่ง เปลี่ยนการเก็บส่วยจากสิ่งของเป็นเงินตรา ตอนแรกปี2442ทดลองเก็บชายฉกรรจ์ คนละ 3.50 บาทแต่ได้เงินน้อยเพราะยกเว้นให้คนหลายจำพวกคือ ข้าราชตั้งแต่สมียน กำนันขึ้นไป ลูกหลานข้าราชการสัญญาบัตร ครู นักดนตรี นักปราชญ์ ช่าง นักพรต นักบวช คนพิการ คนที่อายุน้อยกว่า 18 ปี สตรี และคนรวย(คนที่ช้าง 1เชือก ขึ้นไป หรือม้า 5ตัว หริอแม่ควาย 15 ตัวขึ้นไป หรือ แม่วัว 30 ตัวขึ้นไป) ต่อมาในปี 2444 จึงประกาศเก็บอตราใหม่ ชายฉกรรจ์คนละ 4 บาทและยกเลิกข้อยกเว้นไปเกือบหมด





ประการทีสอง รัฐบาลตั้งสรรพกรจาก กระทรวงมาเก็บเงินภาษี เงินรัชชูปการที่กำนัน เก็บมาคนละสี่บาท ให้ส่งสรรพกร 91.25%  ที่เหลือ 8.75% ให้เจ้าเมืองกรมการเมืองและกำนัน นอกจากนั้น ภาษีที่ตั้งขึ้นใหม่ทั้งหมดให้ส่งที่สรรพกร และเก็บทั่วทั้งประเทศ

การปฏิรูปภาษีดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่า มีเงินมาสร้างทางรถไฟ สร้างโรงเรียน สถานที่ราชการต่างๆ สร้างกองทัพสมัยใหม่และจ่ายเงินเดือนให้ช้าราชการทั้งประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มเจ้าเมืองเก่าก็ไม่พอใจเพราะรายได้ลดไปมากเนื่องจากยักยอกส่วยแบบเก่ามิได้ ชาวบ้านก็ไม่พอใจที่ต้องหาสินค้าไปขายไกลๆเพื่อหาเงินสี่บาทมาเสียภาษีรัชชูปการ อันเป็นสาเหตุหนึ่งในการก่อกบฏผู้มีบุญ ปี2445
อ่านเพิ่มเติม »

ภาคอีสานสมัยก่อนเก็บส่วยกันอย่างไร

รัฐไทยปกครองภาคอีสานทั้งหมดและลาวครั้งแรกในปี 2322ผลประโยชน์ที่รัฐไทยสมัยกรุงธนบุรีจนถึงสมัยรัชกาลที่สามคือ ส่วย แรงงาน และในส่วนที่เป์นประเทศราชเช่น หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาสักต้องส่งคือเครื่องราชบรรณาการได้แก่ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง และเครื่องประกอบบรรณาการเช่นงาช้าง ผ้าไหม ต้องส่งสามปีต่อคร้ง ส่วนแรงงานก็ถูกเกณฑ์เป็นครั้งคราวเช่นเกณฑ์ไปขุดคูเมือง สร้างกำแพงกรุงเทพฯสมัยรัชกาลที่หนึ่ง สร้างพระเมรุสมัยต้นรัชกาลที่สาม

ดังนั้นรายได้หลักของรัฐไทยจากภาคอีสานคือส่วย

ใครที่ต้องเสียส่วย  เฉพาะชายฉกรรจ์ที่สูงสองศอกคืบ คือ 125 ซม(วัดจากเท้าถึงไหล่). คนที่ได้รับยกเว้น คือ ภิกษุสามเณร ผู้หญิง ชายอายุตั้งแต่เจ็ดสิบปี ขุนนาง คนพิการ บัา ไบ้ ข้าทาส

อัตราที่เสียและสิ่งของที่เสีย รัฐบาลเป็นผู้กำหนด เช่นผลเร่ว ครั่งคนละ 12 กก. ขี้ผึ้ง  งาช้าง  2.4 กก. ป่าน  15-30 กก. เส้นไหม 0.6 กก. ทองคำผุย(ทองคำผง) 2-3 สลึง แต่ละเมืองจะเสียอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นและเสียเท่ากันทุกปี




ระบบการเก็บแต่ละเมืองจะมี ขุนนางสี่กองรับผิดชอบคือกองเจ้าเมือง กองอุปฮาด กองราชวงศ์ และกองราชบุตร ไพร่สักกัดกองใดถึงเวลาก็นำไปส่งกองนั้น

เมื่อรวบรวมครบจำนวน พอถึงกำหนดที่ต้องส่งกรุงเทพฯ เจ้าเมืองจะมอบให้อาญาสี่คนหนึ่ง ส่วนมากมักจะเป็นราชวงศ์นำกองคาราวานส่วยไปส่งกรุงเทพฯ

เส้นทางทางบกจะใช้เกวียน หรือโคต่างบรรทุกกระทอที่สานด้วยไม้ไผ่ใส่ส่วย มุ่งตรงไปโคราช จากโคราชไปได้สองทางคือทางปากช่อง กับทางวังน้ำเขียว กบินทร์บุรี ที่กบินทร์จะเปลี่ยนกระทอเพราะเดินทางมานานมักจะชำรุด และชั่งน้ำหนักส่วยแล้วเจ้าเมืองกบินทร์จะรายงานให้สมุหนายกทราบ จากนี้จะใช้เรือล่องไปตามแม่น้ำปราจีน บางปะกง คลองแสนแสบ ปลายทางที่ กทม. ถ้าลงไปทางปากช่อง ถึงสระบุรีก็เปลี่ยนกระทอ ชั่งน้ำหนักรายงานให้สมุหนายก แล้วลงเรือไปตามแม่น้ำป่าสัก เจ้าพระยาถึง กทม.

ปัญหาสำคัญของส่วยคือการคอรัปชั่นส่วยโดยแจ้งจำนวนไพร่ต่ำกว่าความจริงมาก ซึ่งผู้เขียนได้แยกเขียนอีกบทความหนึ่งแล้ว






อ่านเพิ่มเติม »

ปัญหาการเก็บส่วยในภาคอีสาน

อีสานเดิมอยู่ใต้อาณาจักรล้านช้าง ต่อมาในสมัยสมเด็จเจ้าสามพระยาแห่งอาณาจักรอยุธยาจึงตีอีสานใต้ส่วนที่ปัจจุบันคือนครราชสมาและบุรีรัมย์ได้เพื่อใช้โคราช พนมรุ้งคุมเขมรมิให้ต่อต้านไทยได้

ต่อมาสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ไทยได้ควบคุมแถบนี้ไปถึงสุรินทร์

ในปี2318 ไทยได้ปกครองถึงร้อยเอ็ด

ในปี 2319 เมืองนางรองเป็นกบฎ และไปขึ้นกับจำปาสัก ไทยจึงยกทัพไปตีในปี   2320  ตีอีสานใต้ที่เหลือและอาณาจักรจำปาสักได้

ปี  2321  ไทยยกทัพใหญ่ไปตีอาณาจักรเวียงจันทน์เพราะ เวียงจันทน์ส่งทัพมาตีก๊กพระวอที่มาขึ้นกับไทยแล้ว ปี 2322 ไทยตีได้ ลาว รวมทั้งหลวงพระบางและอีสานทั้งหมดก็มาขึ้บกับไทย

การปกครองไทยก็ให้ลาวปกครองแบบเดิมคือระบบอาญาสี่ กษัตริย์ทรงแต่งตั้งเฉพาะสี่ตำแหน่งใหญ่คือ เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตรทั้งระดับเมืองและอาณาจักร ที่เหลือเจ้าเมืองก็แต่งตั้งกันเอง




การเก็บภาษีก็เก็บส่วยแบบเดิม แต่ต้องส่งไทย หนึ่งในสาม เจ้าเมืองได้สองในสาม

ปัญหาคือเจ้าเมืองแจ้งจำนวนไพร่ที่จะเสียส่วยต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ส่วนกลางจึงได้ภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก

ต่อมาส่วนกลางเริ่มระแคะระคายว่าได้ภาษีน้อยกว่าที่ควรจะได้ จึงให้เจ้าเมืองส่งส่วยสองส่วน เจ้าเมืองกรมการเมืองได้หนึ่งส่วน ส่วนกลางพอใจที่ได้เงินเพิ่มขึน

แต่จากการตรวจสอบเอกสารที่นักสำรวจฝรั่งเศสสำรวจอย่างละเอียด ทั้งจำนวนไพร่และจำนวนเงินส่วยที่เจ้าเมืองส่งกรุงเทพ พบว่าจำนวนไพร่ที่แจ้งต่อกรุงเทพและส่วยที่ส่งโดยเฉลี่ยไม่ใช่สองในสาม แต่มีเพียงหนึ่งในสาม เจ้าเมืองยังยักยอกไว้ราวสองในสามเหมือนเดิม (แต่ละเมืองยักยอกไว้มากบ้างน้อยบ้างไม่เท่ากัน)

ที่มา https://encrypted-tbn1.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcThPH2b2PpdI8454CNYNa3tmntS-IcyztAi62qPJRCDWtzPISJSDA

สรุปว่าการคอรัปชั่นภาษีสมัย ร  1-5 เกิดจากการขาดตัวเลขประชากรที่ถูกต้อง ดังนั้นตอนปลาย ร. 5   จึงมีการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งแรกของประเทศไทย

นอกจากนี้ปัญหาการเก็บส่วยยังเกิดจากการที่ไพร่ไปแต่งงานเมืองอื่นทำให้ทางการตามตัวไพร่ไม่พบ

อีกประการหนึ่ง กฎหมายยอมให้ไพร่เลือกสังกัด ย้ายสังกัดได้ทำให้เวลาเปลี่ยนเจ้าเมืองมักจะมีการย้ายนายจนวุ่นวายทำให้การเก็บส่วยยุ่งยาก

การตั้งเมืองใหม่ที่เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ สมัย ร.1-4  ทำให้ พื้นที่เมืองเปลี่ยนแปลงทำให้จำนวนไพร่สับสน ก็ส่งผลต่อการเก็บส่วย ในป๊  2426  ร. 5 จึงให้ยุติการตั้งเมืองใหม่ในอีสาน
อ่านเพิ่มเติม »

ทำไมคนอีสานสมัยก่อนจึงต้องแลกเปลี่ยนค้าขาย

คนอีสานสมัยก่อนเมื่อราว 60 ปีก่อนขึ้นไปมีการค้าขายน้อยกว่าคนภาคอื่นมาก แต่ก็มีการแลกเปลียนอยู่บ้าง สาเหตุที่คนอีสานต้องมีการแลกเปลี่ยน

ประการแรก เกิดจากในบางปีเกิดภัยแล้ง สมัยก่อนไม่มีระบบชลประทานเหมือนสมัยปัจจุบันต้องอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว ทำให้ข้าวไม่พอกิน ชาวบ้านจึงแก้ปัญหาโดยการเข้าป่าขุดเผือกมัน แม้กระทั่งกลอยเอาต้มกิน บางคนก็กินขุยไผ่คือเมล็ดไผ่ แต่ถ้าของเหล่านี้ไม่พอก็ต้องไปแลกข้าวกับหมู่บ้านที่พอมีข้าวให้แลก ของที่เอาไปแลกก็แล้วแต่มีอะไร เช่น หน่อไม้ ปลาแดก เครื่องจักสาน แย้ กะบอง(ขี้ไต้)

ประการที่สองเกิดจากหลายหมู่บ้านไม่มีดินเค็มจึงผลิตเกลือไม่ได้ บางหมู่บ้านไม่มีช่างปั้นหม้อไม่มีดินเหนียวที่เหมาะกับการทำหม้อไห หลายหมู่บ้านไม่มีช่างตีเหล็ก จึงเกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างหมู่บ้านที่มีกับไม่มีสิ่งของที่จำเป็นอัตราการแลกไม่แน่นอน ไม่มีการตีราคาเป็นเงิน แต่บางอย่างก็ทำคล้ายๆกันเช่นหม้อดิน 1 ใบแลกข้าวได้ 1หม้อแล้วแต่หม้อใหญ่เล็กที่แลกกัน

ถ้าเป็นเสี่ยวกันหรือญาติต่างหมู่บ้านจะให้มากเป็นพิเศษ

การแลกกันดังกล่าวจึงเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน เห็นอกเห็นใจกันในยามตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งหมู่บ้านส่วนมากก็ล้วนแต่เคยผ่านประสบการณ์ภัยแล้ง น้ำท่วม จึงคิดเสมอว่าวันนี้เขามาพึ่งเรา วันหน้าเราก็อาจไปพึ่งเขา

ส่วนการคัาขายคือการเอาของไปแลกเงินในอีสานเกิดจากรัฐเปลี่ยนระบบการเสียส่วยที่เป็นสิ่งของเช่นผลเร่ว(หมากแหน่ง)ชายฉกรรจ์คนละ 12กก. หรือผ้าขาวคนละ สิบผืน ป่านคนละ12  กก. ในปี 2444  รัฐบาลเปลี่ยนมาให้เสียเป็นเงิน คนละ  4 บาท(เงินสี่บาทสมัยนั้นซื้อวัวได้  1  ตัว)เรียกว่าเงินรัชชูปการ

ต่อมาในสมัย ร. 6 รัฐบาลได้เพิ่มภาษีการศึกษาหรือศึกษาพลีอีกคนละ     2 บาท รวมรัชชูปการอีก  4   บาทเป็น     6   บาท (เท่ากับควายตัวหนึ่ง)

ผลคือชาวบ้านเดือดร้อนมากเพราะสังคมอีสานสมัยนั้นเป็นสังคมที่พอเพียงพึ่งทรัพยาการในปริมณฑลของหมู่บ้านและแรงงานคนในครอบครัว ถ้าเหลือบ่าฝ่าแรงก็ไหว้วานญาติ เพื่อนบ้านมาช่วยได้เสมอเช่นยกเรือน เกี่ยวข้าว จึงเป็นสังคมที่ไม่ใช้เงินตรา ชาวบ้านก็อยู่ได้ เมื่อรัฐต้องการเงินชาวบ้านจึงต้องหาของไปขายซึ่งลำบากมากเพราะไม่ค่อยมีตลาด ผู้เขียนสัมภาษณ์ผู้เฒ่าวัย88 ปีที่อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เมื่อปี 2526 เล่าว่าต้องหาบไก่สิบหกตัวไปขายเจ๊กที่ตลาดโคราช ซึ่งไกลจากหมู่บ้านถึง ถึง 140  กม,

อีสานเมื่อศตวรรษก่อนมีควายมากมาย ใครที่ควายสามสี่ตัวถือว่ายากจน คนที่มีฐานะดีมีควาย    40    ตัว บางคนมีเป็นร้อยตัว ควายจึงเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่คนอีสานสมัยนั้นเอาขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงิน แต่ในอีสานคนมีควายมากแล้วขายไม่ได้ตลาดควายจึงอยู่ที่ภาคกลางและพม่า บางส่วนแถวอุบลก็เอาขายในโคชินจีนของฝรั่งเศส

ภาคกลางของไทยพิ้นที่นาขยายตัวมากหล้งสัญญาเบาริ่งไม่นานจึงต้องการควายมาก ตอนล่างของพม่าก็ขยายตัวเหมือนกันจึงมีนายฮ้อยกุลาซื้อควายไทยปีละราวสี่หมื่นตัวส่วนมากมาจากอีสาน

การเก็บภาษีเป็นเงินทำให้เกิดการคีาขายในภาคอีสานและเกิดอาชีพนายฮ้อยด้วย
อ่านเพิ่มเติม »