พระธาตุเชิงชุม: ศูนย์รวมพระพุทธบาทสี่พระพุทธเจ้า

พระธาตุเชิงชุมเป็นพระธาตุที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของจ.สกลนคร

ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงกับพระอานนท์และทรงประทับรอยพระบาทไว้หลายแห่งซึ่งในปัจจุบันคือพระพุทธบาทบัวบก พระพุทธบาทโพนแพง พระพุทธบาทเวินปลา และยังเสด็จมาที่ภูกำพร้าซึ่งต่อมาจะมีการสร้างพระธาตุพนม พระองค์เสด็จมาที่ริมหนองหานหลวงตรงภูน้ำลอดเชิงชุม เป็นชัยภูมิที่เป็นมงคลเนินที่น้ำไม่ท่วม ปัจจุบันมีตาน้ำขนาดกว้างราว 2 เมตรยาว 2.5 เมตร มีน้ำใสตลอดเวลามีทางน้ำใต้ดินยาวมากเชื่อมกับสระพังทองริมหนองหานหลวง พระองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่าตรงนี้เคยมีพระพุทธเจ้าในกัลป์ก่อนๆคือพระกกุสันธะ พระโกนาคมะ พระกัสสปะ ได้เคยเสด็จมาและประทับรอยพระบาทไว้ พระองค์จึงประทัยรอยพระบาทไว้เป็นรอยที่สี่ พระเจ้าสวรรณพิงคารแห่งเมืองหนองหานหลวงทรงทราบก็เกิดความศรัทธาเลื่อมใสมากทรงถอดมงกุฏทองและเครื่องประดับถวายเป็นพุทธบูชากับทรงสร้างเจดีย์ครอบไว้

กษัตริย์และเจ้าเมืองสมัยต่อมาได้เสริมต่อจนพระธาตุสูงเท่าที่เห็นในปัจจุบัน
 
นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีมีความเห็นว่าพระธาตุเชิงชุมคงจะสร้างขึ้นหลังพระธาตุพนมคือหลังพ.ศ.1200 รูปทรงก็คล้ายคลึงแต่มีขนาดเล็กกว่าพระธาตุพนม

พระธาตุเชิงชุมอยู่ริมหนองหาน ถนนเจริญเมือง อ.เมือง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพุทธสถานที่พุทธศาสนิกชนและนักท่องเทียวต้องมาไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

ผู้เขียนได้มาไหว้พระธาตุเชิงชุมเมื่อ 21 ตค. 2560  เห็นว่าวัดนี้มีพระธาตุที่เก่าแก่สวยงาม มีสระบัวที่ออกดอกสะพรั่งงดงามมาก มีสิงห์ตั้งเรียงรายกับพระยานาคคู่เฝ้าพระธาตุดูสง่างามน่าเกรงขาม
มีที่จอดรถกว้างขวาง
พระธาตุเชิงชุมถ่ายเมื่อ21 ตค.60

พระยานาคซึ่งคนลุ่มแม่น้ำโขงนับถือ สร้างเพื่อให้พิทักษ์พระธาตุ

พระองค์แสนซึ่งชาวบ้านนับถือมาก ช่วงนี้กำลังบูรณะอาคารที่ประดิษฐานพระประธาน

ผู้เขียนหน้าพระประธาน

ประตูไม้สลักได้งดงาม

สิงห์เฝ้าพระธาตุสง่างามและน่าเกรงขาม

สระบัวหน้าวัดบานสะพรั่งงดงามมาก

อ่านเพิ่มเติม »

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

หลวงปู่มั่น เกิดเมื่อ 20 มค. 2413 (ต้น ร. 5) ที่บ้านคำบง ต.โขงเขียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เป็นบุตรคนโต (มีน้องอีก8คน) ของนายคำด้วง นางจันทร์ แก่นแก้ว ท่านผิวขาวร่างเล็ก เฉลียวฉลาด ความจำดีมาก ชอบอ่านหนังสือ ตอนเล็กท่านค่อนข้างขี้โรคยายเลี้ยงท่านด้วยความรักเพราะเป็นหลานคนโต และวันหนึ่งยายก็พูดกับท่านว่า" เมื่อโตมาเจ้าต้องบวชให้ยายเพราะยายเลี้ยงเจ้ายาก"

อายุ15 ปีท่านก็บวชเณรให้ยาย ท่านชอบมากอยากจะบวชไปเรื่อยๆแต่บวชได้สองปี บิดาก็ขอร้องให้สึกไปช่วยทำนา เนื่องจากท่านเป็นลูกคนโตเป็นแรงงานสำคัญที่จะต้องช่วยทำงานเลี้ยงน้องอีกเป็นพรวน

22 มิย.2336 อายุ 23 ปี ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดศรีทองหรือวัดศรีอุบลรัตนาราม อ.เมือง อุบล โดยมีพระอริยกวี(อ่อน)เป็นพระอุปปัชฌาย์ แต่หลังจากท่านศึกษาพระวินัยจนแตกฉาน ท่านก็มาเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโลซึ่งเชี่ยวชาญทางวิปัสสนากรรมซึ่วเป็นแนวทาวทื่ท่านสนใจ          

หลวงปู่เสาร์ได้พาท่านและเณรอีกรูปไปธุดงค์แถบแม่น้ำโขง แถวเมืองท่าแขก ฝั่งซ้ายแม่โขงซึ่งเพิ่งตกไปเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสในปี2436 ท่านฝึกการใช้ชีวิตในป่าเขาท่ามกลางสัตว์ป่าเช่นเสือ ช้างหมาป่า งู และไข้ป่าทั้งสามรูปเป็นไข้ป่าแต่ก็เอาชีวิตรอดมาได้ สามปี หลังจากกลับมาวัด้ลียบไม่นานหลวงปู่เสาร์ก็พาท่านไปธุดงค์ในพม่าทำให้ท่านมีความมั่นใจมากขึ้น

ในเวลาต่อมาท่านสามารถบินเดี่ยวได้ ท่านเดินทางไปธุดงค์องค์เดียวไปฝึกวิปัสนาในถ้ำที่ถ้ำบิ่ง อ.วังสะพุง จ.เลย ถ้ำไผ่ขวาง นครนายก (ถ้ำนี้มีพระธุดงค์มรณภาพมาก่อนแล้วหกรูป) ถ้ำสิงห์โต เขาพระงาม ลพบุรี และอีกหลายแห่งในภาคเหนือ(12ปี) และอีสาน ท่านจึงมีลูกศิษย์มากมายราวๆ200-300รูป

ศิษย์สำคัญซึ่งต่อมาเป็นเกจิมีชื่อคือ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ดุลย์ อตุโล หลวงปู่สิงห์ ขันตยาโม ศิษย์รุ่นต่อๆมามีหลวงปู่ฝั้น อาจาโร  หลวงปู่แหวน สุจิณโณ  หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี  หลวงปู่สิม พุทธจาโร  หลวงปู่หลุย จันทสาโร  หลวงปู่ชา สุภัทโธ หลวงตามหาบัว เป็นต้น

ท่านมรณภาพที่วัดป่าสุภัทโธ อ.เมือง สกลนคร เมื่อ 11 พย. 2492  เจริญชนมายุ 80 ปี 56 พรรษา

ลูกศิษย์ได้เผาศพท่าน และสร้างโบสถ์ที่สวยงามตรงนั้นดังที่เห็นในปัจจุบัน

และยังสร้างพิพิธภัณฑ์บริขารของท่าน ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเทียวสำคัญของจังหวัดสกลนครที่นักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนมากราบเพื่อเป็นศิริมงคล

ขอยกคติธรรมบางส่วนของท่านมาเผยแพร่ในที่่นี้
"ผู้เห็นคุณค่าของตน จึงเห็นคุณค่าของผู้อื่นว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ผู้มีศีลสัตย์เมื่อทำลายขันธ์ไปในสุคติในโลกสวรรค์ไม่ตกต่ำ เพราะอำนาจศีลคุ้มครองรักษาสนับสนุน จึงควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้บริบูรณ์ ธรรมก็ได้สั่งสอนแล้วควรจดจำให้ดีปฏิบัติให้มั่นคง"
วันนี้ครบรอบ68ปีที่ท่านละสังขาร เรายังไม่ลืมท่านเพราะวัตรปฏิบัติและคำสอนของท่าน

หลวงปู่มั่น 2413-2492

โบสถ์ที่สร้างตรงที่ฌาปนกิจหลวงปู่มั่น


พิพิธภัณฑ์บริขารหลวงปู่มั่น

ผู้เขียนหน้ารูปปั้นของหลวงปู่มั่น

พระพุทธรูปที่ตั้งประจำในห้องปู่มั่น

ไตรจีวรของหลวงปู่มั่น

เครื่องใช้ของหลวงปู่มั่น

หนังสือที่หลวงปู่อ่าน

อ่านเพิ่มเติม »

เล่าเรื่องพระธาตุพนมโดยสังเขป

พระธาตุพนมเป็นพุทธสถานที่เก่าแก่ที่สุดในภาคอีสาน ตามตำนานอุรังคธาตุระบุว่าพระธาตุพนมสร้างในพศ.8 แต่นักโบราณคดีดูจากสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมระบุว่าสร้างหลัง พ.ศ.1200  สร้างเพื่อบรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระพุทธเจ้า

ผู้นำในการก่อสร้างมี 5 คนคือพญาจุลมนีพรหมทัตแคว้นจุลนี (ในเวียดนาม) พญาอินทปัตถนครจากเมืองอินทปัตถนคร (ในกัมพูชา) พญาคำแดง เมืองหนองหานน้อย(กุมภวาปี) พญานันทเสนเมืองศรีโคตบูร (นครพนม) และพญาสวรรณภิงคาร เมืองหนองหาน (สกลนคร)

บริเวณที่ก่อสร้างเดิม เป็นเทวสถานของศาสนาฮินดูซึ่งคนแถบนี้นับถือมาก่อนแต่ร้างไปนานแล้ว ศิลปะและรูปแบบการก่อสร้างผสมผสานกันหลายกลุ่มมีทั้งแบบทวารวดี ขอม พื้นเมืองที่นี่ และเวียดนาม

รูปแบบโครงสร้างของพระธาตุพนมได้ปรับเปลี่ยนไปตามช่วงสมัยของการบูรณะซึ่งมี7ครั้ง

ครั้งที่ 1 พญาสุมิตธรรมวงศาแห่งมรุกขนคร (นครพนม) ทรงของพระธาตุคลัายแตงโมที่มียอดแหลม

ครั้งที่ 2 ปี 2157 มีพระยานครหลวงพิชิตราชธานีแห่งศรีโคตบูร(นครพนม)เป็นประธานบูรณะ สร้างกำแพงล้อม ประตูโขง

ครั้งที่ 3 ปี 2236-45 มีเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก(ท่านเกิดที่หนองบัวลำภู) แห่งเวียงจันทน์เป็นประธาน สร้างอูบสำริดบรรจุเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสาริกธาตุ และพระเงิน พระทอง พระแก้ว และอัญมณี

ครั้งที่ 4 ปี 2350-56 พระเจ้าอนุวงศ์กษัตริย์เวียงจันทน์ประธานบูรณะทำฉัตรทองประดับเพชรพลอยราว200เม็ด

ครั้งที่ 5 ปี 2444 พระครูวิโรจน์รัตโนบล แห่งวัดทุ่งศรีเมือง อุบล เป็นประธานโบกปูนทั้งองค์ ลงรักปิดทอง ส่วนบนบุแผ่นทองประดับ

ครั้งที่ 6 ปี 2483-4 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม สั่งให้กรมศิลปากรเสริมองค์พระธาตัให้สูงอีก14.5 เมตร เพื่อให้คนฝั่งซ้ายได้เห็นและเกิดแรงจูงใจอยากมารวมกับฝั่งขวา

ครั้งที่ 7 ปี 2497 รัฐบาลจอมพล ป.สั่งให้สร้างฉัตรทองจากทองและเงินที่ประชาชนบริจาค แทนฉัตรเก่าที่พระเจ้าอนุวงศ์ทรงสร้างซึ่งเอาลงมาเก็บไว้ในวัด และโบกปูนใหม่

ต่อมาอีก 21 ปี พระธาตุพนมก็ถล่มลงมาในวันที่11 สค.2518 เวลา 19.38 น.สาเหตุที่ถล่มมาจากแผ่นดืนไหวในเดือนมีนาคม 2518 เกิดรอยร้าว ต่อมาในเดือน สิงหาคม ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันทำให้ปูนอิฐที่ก่อและฉาบไว้อ่อนตัว ทำให้รอยแตกขยายใหญ่และยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  4 วันก่อนถล่ม เจ้าอาวาสได้ส่งหนังสือแจ้งกรมศิลปากรให้มาตรวจสอบโดยด่วน ก่อนพระธาตุถล่มไม่ถึงสอง ชม.เจ้าอาวาสได้ระดมพระเณรขนพระพุทธรูปที่ตั้งราว300 องค์ ที่ตั้งอยู่รอบพระธาตุพนมออกมา ขนเสร็จได้แค่ 30 นาที พระธาตุพนมก็ถล่มลงมากองกับพื้น

คืนนั้น เจ้าอาวาสได้ตั้ง กก.มีทั้งพระ เณรตำรวจและฝ่ายปกครองดูแลสิ่งของมีค่าที่กระจายลงมาพร้อมกับพระธาตุ มีกก.ทำบัญชีสิ่งของดัวกล่าวด้วย

รัฐบาลเร่งสร้างพระธาตุพนมขึ้นใหม่เพราะ จิตใจของคนอีสานและคนไทยว้าเหว่สับสนมากเพราะในเดือนเมษายนปีนั้น เขมรแดงยึดเขมรได้ทั้งหมด ไม่กี่วันต่อมาเวียดนามเหนือยึดเวียดนามได้ และในเดือนสิงหาคมที่พระธาตุพนมถล่มลาวแตก ฝ่ายคอมมิวนิสต์ยึดลาวได้ทั้งหมด คนไทยเกิดความกล้วว่าไทยจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วย พระธาตุพนมถล่มจึงเป็นเหมือนลางร้าย รัฐบาลจึงต้องสร้างพระธาตุพนมขึ้นใหม่เพื่อเรียกขวัญคนไทยกลับมา

พระธาตุพนมที่เราเห็นทุกวันนี้คือพระธาตุที่สร้างใหม่ที่มีรูปทรงคล้ายองค์เก่า

งานสมโภชพระธาตุมีทุกปีในเดือนสามตามแบบที่ปฏิบัติกันมาหลายศตวรรษ พระธาตุพนมเป็นพระธาตุที่คนอีสานนับถือกันมากที่สุดมาแต่โบราณ ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์ผู้เฒ่าในจ.ขอนแก่น ชัยภูมิ เมื่อปี 2526  ท่านเล่าให้ฟังว่าคนสมัยก่อน(ราวๆ2460-2480) ไม่มีรถโดยสาร เวลาไปไหว้พระธาตุพนมต้องเดินเท้าเป็นกลุ่มๆเป็นสัปดาห์กว่าจะถึง ไหว้พระธาตุและชมงานสักสองสามวันก็เดินเท้ากลับหมู่บ้านของตน นี่คือความศรัทธาในพุทธศาสนาของคนสมัยก่อน

พระธาตุพนมถ่ายเดือนพย.2559

พระธาตุพนมถ่ายเมื่อ พย. 2559

อูบสำริดพระครูโพนสะเม็กสร้างบรรจุพระบรมสาริกธาตุและอัญมณี

ฉัตรทองที่พระเจ้าอนุวงศ์ทรงสร้างปี2356

ภาพโครงสร้างพระธาตุพนมสมัยต่างๆ ก่อนถล่มในปี2518

ร้านค้าในพื้นที่รอบๆวันมีขายทุกวัน เป็นพื้นที่ซี่งชาวบ้านนับร้อยครัวเรือนมีอาชีพเลี้ยงครอบครัว


อ่านเพิ่มเติม »

โฮจิมินห์และอนุสารีย์ที่บ้านนาจอก

โฮจิมินห์ เกิดวันที่ 19 พค.2433 ณ บ้านฮหวางจู่ จ.เหงะอาน เวียดนามเหนือ บิดาชื่อเหงียน ซิญ ซัก เมื่อบิดาสอบจอหงวน(เทียบเท่าป.เอก)ได้ก็ถูกส่งไปรับราชการที่ห่างไกลบ้านเกิด เขาอายุ11ขวบ กลับมาอยู่กับแม่และน้องชายอีกคนเพราะแม่ตั้งท้อง แต่แม่ก็ตายหลังคลอดน้อง เขาจึงต้องดูแลน้องสองคนและน้องเล็กก็มาตายลง ตอนเด็กเขาลำบากมากและเห็นความไม่เป็นธรรมที่จักรวรรดินิยมฝรั่งเศสกดขี่ขูดรีดชาวนาเวียดนาม เขาจึงมีความคิดต่อต้านฝรั่งเศสตั้งแต่เด็ก

ปี 2454 เขาเป็นคนครัวในเรือเดินสมุทรเพื่อไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศส

ปี 2461 ขณะมีการเจรจาเพื่อลงนามในสัญญาสันติภาพที่แวร์ซายส์ เขาถูกกีดกันมิให้ยื่นข้อเสนอปลดปล่อยอินโดจีนให้เป็นเอกราช ต่อประธานาธิบดีวิลสัน ของสหรัฐซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่1

เขาเดินทางแสวงหาแนวร่วมหลายประเทศทั้งอังกฤษ สหรัฐ รัสเซีย ที่จีนเขาร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ต่อมาถูกเจียงไคเช็คแห่งพรรรก๊กมินตั๋งกวาดล้าง เขาจึงหลบหนีมาไทย และเคยบวชเป็นพระและสอนลัทธิคอมมิวนิสต์และหาแนวร่วมเพื่อปลดปล่อยอินโดจีน เดินทางไป ที่ซึ่งมีชาวเวียดนามกทม.พิจิตร นครสวรรค์ อุดรหนองคาย และมาปักหลักทำนาหาเสบียง เงิน แนวร่วมที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมือง นครพนม ช่วง2466-74 โดยพักที่บ้านของนายเตียว เหงียนวัน

เขาเดินทางไปอีกหลายประเทศจนปี2484 ก็กลับเข้าเวียดนามทำการกู้ชาติ หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบในปี2488 โฮจิมินห์ประกาศเอกราชแต่ฝรั่งเศสไม่ยอมส่งกองทัพและอาวุธทันสมัยกว่าเดิมปราบปราม แต่ด้วยการวางแผนการรบอย่างเฉลียวฉลาดของหงอ เหวียน ซ๊าป สหายและคู่เขยของโฮจิมินห์ กองทัพเวียดนามก็เอาชนะฝรั่งเศสได้อย่างเด็ดขาดที่เดียนเบียนฟูในปี2497 ฝรั่งเศสต้องถอนตัวออกจากอินโดจีนอย่างสิ้นเชิง

โฮจิมินห์ เลขาธิการคนแรกของพรรคแรงงานเวียดนามได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามจนถึงแก่กรรมในวันที่ 2กย.2512

ต่อมาชาวเวีดนามในไทย และรัฐบาลเวียดนามได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงคุณความดีของโฮจิมินห์และความช่วยเหลือที่ชาวเวียดนามในไทย ตลอดจนรัฐบาล ดร.ปรีดี พนมยงค์ได้เคยส่งอาวุธไปช่วยโฮจิมินห์กู้เอกราชตอนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

อนุสาวรีย์โฮจิมินห์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจ.นครพนม อยู่ชานเมืองนครพนม

โฮจิมินห์เป็นคนรักเด็ก

โฮจิมินห์ ขณะบัญชาการรบกับฝรั่งเศสในปี2496-97

บ้านนาจอกหลังที่โฮจิมินห์กับหงอ เหวียนซ๊าปและแกนนำอีกหลายคนเคยวางแผนทำสงครามขับไล่ฝรั่งเศสออกจากอินโดจีน

อนุสาวรีย์โฮจิมินห์ที่บ้านนาจอก



สองภาพหลังผู้เขีบนถ่ายที่อนุสรณ์สถานโฮจิมินห์มี่บ้านนาจอก นครพนม

อ่านเพิ่มเติม »

นิทรรศการพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร

ผมไปประชุมในกรุงเทพมหานคร และมีโอกาสได้แวะเข้าชม นิทรรศการพระเมรุมาศ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชม ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน จนถึงสิ้นเดือนนี้ เป็นศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 9 ที่สร้างได้ยิ่งใหญ่ วิจิตรพิสดาร อลังการ สมพระเกียรติ เป็นศิลปะที่รวมศิลปินชั้นครูและชั้นนำของประเทศ และมีวิทยากรให้ความรู้ประจำศาลาต่างๆ ซึ่งให้ความรู้ได้ดีมาก ที่น่าสนใจคือ ประติมากรรมรูปสัตว์หิมพานต์ งดงามมาก ซึ่งหาชมได้ยาก จะพบเห็นได้ที่พระเมรุมาศแห่งนี้ที่เดียว

ผู้ที่สนใจจะเข้าชมนิทรรศการ ต้องผ่านจุดคัดกรอง และนั่งรอคิวในเต๊นท์ประมาณ 40 นาที ถึงจะได้เข้าไปชม รอบละ 1 ชั่วโมง ต่อ 700 คน ผู้ใดที่ยังไม่ได้มาชม คงต้องรีบมาแล้ว เพราะมีเวลาเปิดให้เข้าชมจำกัด ถ้าพลาดก็เป็นที่เสียดายมาก








อ่านเพิ่มเติม »

ตลาดสดมหาสารคาม

เช้านี้ไปดูตลาดสดมหาสารคาม พบว่าผักผลไม้ส่วนใหญ่แม่ค้าซื้อจากขอนแก่น(ยกเว้นพวกกระเพรา โหระพา สายบัวของสารคาม) สินค้าบางอย่างราคาจึงแพงกว่าขอนแก่น ยกเว้นปลานิล ที่นี่บางเจ้าซื้อจากตลาดไทย ขายที่สารคาม 55บาทต่อกก. แต่ปลานิลซีพีที่ขอนแก่น 70บ./กก. ตลาดสดสารคามมีป้ญหาคล้ายตลาดสดบางลำภู ตลาด อ.จิระของจ.ขอนแก่น คือไม่มีที่จอดรถยนต์คนซื้อต้องใช้จักรยานยนต์

กุ้'งฝอยจับจากทุ่งนาสารคาม 20 บาท/กระจาดน้อย สับปะรด จากชัยภูมิ 4 ผล 50 บาทซึ่งถูกมากครับ
 ลืมบอกไปว่าตลาดสดเทศบาลนี้ เทศบาลสร้างในปี2505ด้านหน้าเป็นตึกสองชั้น ตรงที่เป็นตึกโค้งด้านบนเป็นโรงแรมไทยประคอง ด้านล่างเป็นตลาดและสถานที่ราชการ ด้านหลังเป็นตลาดสด อาคารไม้ซึ่งภายหลังได้รื้อและเปลี่ยนเป็นอาคารคอนกรีตดังที่เห็นในปัจจุบัน












อ่านเพิ่มเติม »

ป่าชุมชน; ป่าวัดป่า

ในช่วงปี 2533- 2535 ผมได้ทำวิจัยเรื่องป่าชุมชน ให้สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ป่าชุมชนที่เราเลือกมีทั้งในอีสานเหนือ อีสานกลางและอีสานใต้ และมีทั้งป่าวัด ป่าโรงเรียน ป่าของหมู่บ้าน แต่ที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือป่าวัดป่า และวัดป่าที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือวัดป่าวังเลิง ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม
 
    ป่าวัดนี้เกิดจากการผลักดันของหลวงปู่บุญมี ได้ใช้พื้นที่วัดซึ่งมี  99 ไร่ ปลูกป่าและบางส่วนก็เป็นต้นไม้พื้นเมืองเช่นต้นเปือยหรือตระแบก ต้นกุงหรือพันชาติ ต้นรัง ต้นตะเคียนหรือต้นแคน ต้นมะค่า ต้นแดง ต้นไผ่ป่าเป็นต้น ตอนที่ผม กับรศ.อภิศักดิ์ โสมอินทร์ และ รศ.ดร.บุญยงค์ เกศเทศ ไปสำรวจครังแรกในราวปี 2534 ป่าวัดนี้สูงราวๆ 3-4 เมตรเท่านั้น และต้นไม้ก็ห่างๆกัน แต่เมื่อวันที่ 4  พย.2560 ผมได้เข้าไปเยี่ยมวัดนี้อีก ซึงห่างจากครั้งแรก 26 ปี พบว่า ป่าวัดนี้ หนาแน่น ต้นไม้สูงราว 12-20 เมตร มีความร่มเย็นยิ่งนัก ตอนปี 2534 วัดนี้ยังไม่มีรั้ว ตอนนี้ พื้นที่วัดมีกำแพงคอนกรีตสูงราวสามเมตรล้อมทุกด้าน

 แม้หลวงปู่บุญมี ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น จะมรณะภาพไปตั้งแต่ปี 2534 แต่ผลงานที่ตกมาถึงรุ่นลูกหลานคือป่าชุมชนอันร่มเย็นเหมาะกับการปฏิบัติอย่างยิ่ง จะอยู่ไปอีกนานเท่านาน

 ผมคิดในใจว่า ถ้าเมืองไทยของเรามีกฏหมายให้วัดป่าทุกวัดมี พื้นที่ป่าอย่างน้อยสองในสามของ พื้นที่วัด ส่วนวัดบ้านมี พื้นที่ป่าอย่างน้อย หนึ่งในห้า จะดีมากเลยนะครับ

เจดีย์บรรจุอัฐฺของหลวงปู่บุญมีและเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงอัฐบริขารของท่าน

ภาพหลวงปู่บุญมีผู้สร้างป่าวัดป่าวังเลิงอยู่หลังผู้เขียน




ป่าที่เห็นทั้งหมด4ภาพเป็นป่าในวัดป่าวังเลิงผู้เขียนถ่ายเมื่อ 4 พย 2560
อ่านเพิ่มเติม »

มาตราเงินไทยโบราณ

มาตราเงินไทยสมัยโบราณคือสมัยสุโขทัยถึงสมัย ร. 4 ใช้อัตราต่อไปนี้

800 เบี้ย = 1  เฟื้อง
2 เฟื้อง   =  1  สลึง
4 สลึง     =  1 บาท
4 บาท     =  1 ตำลึง
20 ตำลึง  =  1 ชั่ง

เงินตราไทยสมัยนั้นนอกจากเบี้ยแล้วใช้โลหะเงินแท้ และวัดค่า ตามน้ำหนัก เช่น 1 หนัก 15 กรัม 1ชั่งหนัก80 บาทคือ 1200 กรัม

เงิน 1บาท สมัยโบราณมีค่ามากถึง 6400 เบี้ย เงินเบี้ยทำมาจากหอยเบี้ย หอยเบี้ยนี้เดิมมีมากแถวชายฝั่งอันดามัน ของไทย ต่อมาบริเวณนี้หายาก จึงมีพ่อค้าจากอินเดีย และตะวันออกกลางนำเอาหอยเบี้ยแถบเกาะมัลดีฟส์ และตะวันออกกลาง มาขายในประเทศไทย เงืน 10 เบี้ย สมัยอยุธยา ซื้อข้าวแกงได้ 1 จาน อากรตลาดที่เก็บสมัยอยุธยา ถึง สมัย ร.3 เก็บ วันละ 10 เบี้ยสำหรับแม่ค้าที่เอาสินค้ามา 1 ตะกร้า หริอ กระจาด(เรียกว่ากระเดียดเร่) 15 เบี้ย สำหรับสินค้า 1 หาบ(ในเอกสารเรียกว่า หาบเร่) ถ้าแผงลอยเสีย 20 เบี้ย ในสมัย ร.3(2394-2411)  เส้นไหม 0.6 กก. ราคา 4 บาท งาช้าง  2.4 กก. ราคา 4 บาท ทองคำผง(เอกสารเรียก ทองคำผุย) 1 บาท ราคา 12 บาท ในปี2403 ตรงกับ สมัย ร.4 ที่ตลาดโคราช ไข่ไก่ 800 ฟอง ราคา 1 บาทเท่า ไก่ 48 ตัว ดังนั้นใครมีเงิน 1 บาท ก็อยู่ไปได้เป็นเดือน หากเทียบราคา ทองสมัยนั้นกับทองสมัยนี้ๆทอง 1บาทราวๆ 20,000บาท สมัย ร.4  12 บาท ต่างกัน 1666 เท่า

ต่อมาสมัย ร.4 ไทยรับวัฒนธรรมตะวันตกมามากขึ้น มีการ ผลิตเหรียญโลหะขี้นมาใช้เป็นครั้งแรก ทำให้การใช้เงินเบี้ยลดลง และรัฐบาลยังกำหนดหน่วยเงินเพิ่มขึ้นคือ 1 อัฐ= 1ใน 8 เฟื้อง(12.5 สตางค์) 1 โสฬส= 1 ใน 16 เฟื้อง(6.25 สต.)

ต่อมาสมัย ร.5  จึง ใชัระบบสากลเต็มตัว คือยกเลิกหน่วยเงินตราแบบเก่า มาใช้เพียงสอง หน่วยคือ บาท กับ สต. มาจนทุกวันนี้ ซึ่งทำให้สะดวกอย่างมากในการทำบัญชี และการซื้อขาย

ที่มา สุวิทย์ ธีรศาศวัต ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและการเงินอีสาน (ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2558 )
       ทรงวิทย์ แก้วศรี และ ก่องแก้ว วีระประจักษ์ จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 เล่ม 1(กรุงเทพฯ;หอสมุดแห่งชาติ 2530 )
ภาพ หอยเบี้ย ซึ่งใช้เป็นเงินตราของไทยในสมัย  ร.4 ขึ้นไป
ที่มาภาพ https://encrypted-tbn2.gstatic.com

อ่านเพิ่มเติม »