แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด

ทำไมคนอีสานสมัยก่อนจึงต้องแลกเปลี่ยนค้าขาย

คนอีสานสมัยก่อนเมื่อราว 60 ปีก่อนขึ้นไปมีการค้าขายน้อยกว่าคนภาคอื่นมาก แต่ก็มีการแลกเปลียนอยู่บ้าง สาเหตุที่คนอีสานต้องมีการแลกเปลี่ยน

ประการแรก เกิดจากในบางปีเกิดภัยแล้ง สมัยก่อนไม่มีระบบชลประทานเหมือนสมัยปัจจุบันต้องอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว ทำให้ข้าวไม่พอกิน ชาวบ้านจึงแก้ปัญหาโดยการเข้าป่าขุดเผือกมัน แม้กระทั่งกลอยเอาต้มกิน บางคนก็กินขุยไผ่คือเมล็ดไผ่ แต่ถ้าของเหล่านี้ไม่พอก็ต้องไปแลกข้าวกับหมู่บ้านที่พอมีข้าวให้แลก ของที่เอาไปแลกก็แล้วแต่มีอะไร เช่น หน่อไม้ ปลาแดก เครื่องจักสาน แย้ กะบอง(ขี้ไต้)

ประการที่สองเกิดจากหลายหมู่บ้านไม่มีดินเค็มจึงผลิตเกลือไม่ได้ บางหมู่บ้านไม่มีช่างปั้นหม้อไม่มีดินเหนียวที่เหมาะกับการทำหม้อไห หลายหมู่บ้านไม่มีช่างตีเหล็ก จึงเกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างหมู่บ้านที่มีกับไม่มีสิ่งของที่จำเป็นอัตราการแลกไม่แน่นอน ไม่มีการตีราคาเป็นเงิน แต่บางอย่างก็ทำคล้ายๆกันเช่นหม้อดิน 1 ใบแลกข้าวได้ 1หม้อแล้วแต่หม้อใหญ่เล็กที่แลกกัน

ถ้าเป็นเสี่ยวกันหรือญาติต่างหมู่บ้านจะให้มากเป็นพิเศษ

การแลกกันดังกล่าวจึงเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน เห็นอกเห็นใจกันในยามตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งหมู่บ้านส่วนมากก็ล้วนแต่เคยผ่านประสบการณ์ภัยแล้ง น้ำท่วม จึงคิดเสมอว่าวันนี้เขามาพึ่งเรา วันหน้าเราก็อาจไปพึ่งเขา

ส่วนการคัาขายคือการเอาของไปแลกเงินในอีสานเกิดจากรัฐเปลี่ยนระบบการเสียส่วยที่เป็นสิ่งของเช่นผลเร่ว(หมากแหน่ง)ชายฉกรรจ์คนละ 12กก. หรือผ้าขาวคนละ สิบผืน ป่านคนละ12  กก. ในปี 2444  รัฐบาลเปลี่ยนมาให้เสียเป็นเงิน คนละ  4 บาท(เงินสี่บาทสมัยนั้นซื้อวัวได้  1  ตัว)เรียกว่าเงินรัชชูปการ

ต่อมาในสมัย ร. 6 รัฐบาลได้เพิ่มภาษีการศึกษาหรือศึกษาพลีอีกคนละ     2 บาท รวมรัชชูปการอีก  4   บาทเป็น     6   บาท (เท่ากับควายตัวหนึ่ง)

ผลคือชาวบ้านเดือดร้อนมากเพราะสังคมอีสานสมัยนั้นเป็นสังคมที่พอเพียงพึ่งทรัพยาการในปริมณฑลของหมู่บ้านและแรงงานคนในครอบครัว ถ้าเหลือบ่าฝ่าแรงก็ไหว้วานญาติ เพื่อนบ้านมาช่วยได้เสมอเช่นยกเรือน เกี่ยวข้าว จึงเป็นสังคมที่ไม่ใช้เงินตรา ชาวบ้านก็อยู่ได้ เมื่อรัฐต้องการเงินชาวบ้านจึงต้องหาของไปขายซึ่งลำบากมากเพราะไม่ค่อยมีตลาด ผู้เขียนสัมภาษณ์ผู้เฒ่าวัย88 ปีที่อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เมื่อปี 2526 เล่าว่าต้องหาบไก่สิบหกตัวไปขายเจ๊กที่ตลาดโคราช ซึ่งไกลจากหมู่บ้านถึง ถึง 140  กม,

อีสานเมื่อศตวรรษก่อนมีควายมากมาย ใครที่ควายสามสี่ตัวถือว่ายากจน คนที่มีฐานะดีมีควาย    40    ตัว บางคนมีเป็นร้อยตัว ควายจึงเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่คนอีสานสมัยนั้นเอาขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงิน แต่ในอีสานคนมีควายมากแล้วขายไม่ได้ตลาดควายจึงอยู่ที่ภาคกลางและพม่า บางส่วนแถวอุบลก็เอาขายในโคชินจีนของฝรั่งเศส

ภาคกลางของไทยพิ้นที่นาขยายตัวมากหล้งสัญญาเบาริ่งไม่นานจึงต้องการควายมาก ตอนล่างของพม่าก็ขยายตัวเหมือนกันจึงมีนายฮ้อยกุลาซื้อควายไทยปีละราวสี่หมื่นตัวส่วนมากมาจากอีสาน

การเก็บภาษีเป็นเงินทำให้เกิดการคีาขายในภาคอีสานและเกิดอาชีพนายฮ้อยด้วย
อ่านเพิ่มเติม »

เพราะเหตุใดภาคอีสานสมัยก่อนจึงมีการค้าน้อยกว่าภาคอื่น

สาเหตุที่การค้าในภาคอีสานเมื่อร้อยกว่าปีก่อนมีน้อยกว่าภาคอื่นเพราะภาคอีสานไม่มีแม่น้ำเชื่อมกับภาคอื่นๆ ในขณะที่ภาคเหนือมีแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ป่าสัก ชื่อมกับภาคกลาง ส่วนภาคใต้ก็มีทะเลเชื่อมกับภาคกลางและมลายู คนสมัยก่อนหากจะไปมาระหว่างภาคอีสานกับภาคกลางจะต้องเดินเท้า ใช้ม้า เกวียนแต่ก็ยากลำบากมากเพราะต้องผ่านภูเขา และดงพญาไฟซึ่งมีอันตรายมากจากไข้ป่าหรือไข้มาเลเรีย ตอนที่ฐบาลสร้างทางรถไฟสายแรกคือสายกรุงเทพฯ-โคราชในสมัย ร.5 มีกรรมกรจีนตายจากไข้ป่า มากกว่า400คน มีวิศวกรเยอรมันตายกว่า30คน จนมีคำกล่าวว่าใครจะเดินทางผ่าดงพญาไฟจะต้องสะพายหม้อดินเอาใส่กระดูกตัวเอง เมื่อตายเพื่อนที่ไปด้วยจะเผาศพเอากระดูกใส่หม้อดินไปฝากพ่อแม่ ลูกเมีย


ข้าราชการสมัยก่อนหากถูกย้ายมาภาคอีสาน จะเสียใจมากเพราะกลัวว่าจะเอาชีวิตมาทิ้งแถวดงพญาไฟ บางคนถึงกับลาออกจากราชการก็มี

ประการที่สองการเดินทางสมัยนั้นยังต้องเสี่ยงภัยกับสัตว์ร้ายเช่นเสือ งูซึ่งมีชุกชุมมากเนื่องจากเมื่อร้อยปีก่อนพื้นที่ป่าใภาคอีสานมีมากกว่า80%ของพื้นที่ภาค ป่าจึงเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายที่คร่าชีวิตคนเดินทางเสมอๆ

ประการที่สาม มีโจรคอยปล้นฆ่าพ่อค้าเสมอๆ มีหลักฐานในสมัย ร.3 พ่อค้าจีนที่ค้าขายระหว่างอุบลกับร้อยเอ็ดถูกปล้นถูกฆ่าตายระหว่างรอยต่อเมืองสุวรรณภูมิกับอุบล ในสมัย ร.5มีพ่อค้ากุลาถูกโจรปล้นหลายครั้ง เหตุที่มีโจรเพราะอีสานมีพื้นที้กว้างที่สุดของประเทศเมืองก็อยู่ห่างๆกัน เจ้าหน้ามีน้อยมากสมัยก่อน มีขุนเมืองดูแล ไม่มีตำรวจอาชีพ หลังกบฎผู้มีบุญอีสานปี2445จึงมีกาสร้างตำรวจอาชีพเป็นครั้งแรก คือ รร.นายร้อยตำรวจที่ จอหอ ผลิตตำรวจราว400คนส่งไปดูแลอีสานใต้ ได้ผลดีมากจึงผลิตตำรวจส่งไปทั่วประเทศ

ประการที่สี่ แม่น้ำหลักในอีสานทุกสายล้วนแต่ไหลลงแม่น้ำโขง และเป็นแม่น้ำสายเล็กมาก พอหน้าแล้งก็แห้งเป็นช่วงๆเดินเรือได้เฉพาะหน้าฝน จึงเป็นอุปสรรคต่อการค้า แม่น้ำโขงใช้เดินเรือค้าขายได้เฉพาะช่วงเหนือคอนพระเพ็ง หลี่ผีขึนมาใต้ลงไปทำไม่ได้เพราะติดแก่งหลี่ผีมหึมาขวางก้น


ประการสุดท้ายเพราะสังคมอีสานสมัยนั้นแต่ละหมู่บ้านพึ่งตัวเองได้สูงมาก ผลิตข้าวได้พอเพียง กับข้าวก็มีผักป่ารอบๆหมู่บ้าน มีปลาอุดม ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์ผู้เฒ่าอายุ80ปีเมื่อปี2529 ที่บ้านท่าสะอาดใต้ อ.เซกา จ.หนองคาย ท่านบอกว่าสมัยหนุ่มไปทอดแหในแม่น้ำสงครามโครมเดียวได้ปลาค้อนกะต่า(เกือบสิบ กก.)กินไม่หมดต้องเอาไปแบ่งให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงเสมอ ในป่ายังมีสัตว์น้อยใหญ่เช่นกวาง เก้ง หมูป่า กระต่ายป่า กะปอม แย้ แมงกินูน แมงเบ้า แมงกุดจี่ฯลฯ เสื้อผ้าก็ทอเอง วัสดุสร้างบ้านก็ตัดจากป่ารอบๆหมู่บ้าน ยารักษาโรคก็ใช้สมุนไพรจากป่า ดังนั้นชาวบ้านจึงพึ่งตัวเองได้สูงมากไม่ต้องพึ่งห้าง หรือเซเว่นอีเลฟเว่นเหมือนคนไทยในปัจจุบันการค้าในยุคนั้นจึงเกิดขึ้นยาก


อ่านเพิ่มเติม »

พระไอยการลักษณะผัวเมีย :ความไม่เท่าเทียมของหญิงชายไทยก่อนปฏิวัติ 2475

หลักฐานสำคัญที่บ่งบอกเราว่าสังคมไทยก่อนปฏิวัติ 2475 เป็นสังคมที่หญิงเป็นเบี้ยล่างของชาย คือกฎหมายตราสามดวงซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา จนปลายสมัยรัชกาลที่ 5 จึงยกเลิกกฏมายอาญาแบบเก่า มาใข้แบบใหม่ ส่วนกฏหมายแพ่งแบบเก่ามายกเลิกหลังปฏิวัติ 2475 ไม่นาน

หลักฐานการไม่เท่าเทียมกันของชายหญิงอยู่ใน พระไอยการลักษณะผัวเมีย และพระไอยการทาษ แต่เพื่อให้บทความนี้กระชับจึงขอยกเฉพาะ พระไอยการลักษณะผัวเมีย โดยสังเขป กฏหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของกฏหมายตราสามดวง ขอสรุปไว้ดังนี้

พระไอยการลักษณะผัวเมีย ตราขึ้นครั้งแรกใน พศ. 1904  ม.1-71 สมัยพระเจ้าอู่ทอง ฉบับที่สอง ตราเพิ่มเติม ม.72-74 ใน พศ.1905 ฉบับที่สาม ม.75-141 พศ.2347 (รัชกาลที่ 1) สาระสำคัญ มีดังนี้

1. ชนิดของเมีย มีสามชนิดคือ

    1.1 เมียที่พ่อแม่กุมมือให้เป็นเมียชาย เรียกว่าเมียกลางเมือง
    1.2 เมียที่ชายขอมาเลี้ยงเป็นอนุภรรยาหรือเมียน้อย เรียกว่า เมียกลางนอก
    1.3 เมียที่ชายซื้อมาหรือไถ่มาเรียกว่าเมียกลางทาษี

2. การแต่งงานที่ถูกต้องตามกฏหมาย พ่อแม่ หริอผู้ปกครอง หรือนายทาสต้องอนุญาต

3. หญิงเมื่อแต่งงาน จะกลายเป็นสมบัติของผัว ชายอื่นจะไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้ หญิงทาสที่เป็นเมียของทาส นอกจากจะเป็นเมียของผัวแล้วยังต้องทำงานตามคำสั่งของนายทาสด้วย

4.กฏหมายห้ามแต่งงานหลายกรณี เช่น

    4.1 หลานทำชู้กับเมียลุง ตา ปู่ อาว์ (ชายที่เป็นน้องของพ่อ) อา (หญิงที่เป็นน้องของพ่อ) น้า โทษผู้ฝืนคือ จับทั้งคู่ใส่ตรวน ขิ่อ คา เอาหมึกสักหน้า เอาเชือกหนังผูกคอ ตีฆ้องแห่ประจานรอบตลาด เอาขึ้นขาหย่าง ยิงด้วยลูกสันโดด ตีด้วยลวดหนัง 25-50 ที แล้วจับทั้งคู่ลอยแพนอกเมือง (ม.35 )

    4.2 พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง ยาย หลานตา หลานลุงน้าหลาน ทำชู้กันให้ทำโทษโดยลอยแพในทะเล ญาติพี่น้องต้องทำพลีกรรมด้วยไก่แปดตัวที่ประตูเมืองทั้งสี่ ให้พระ พราหมณ์ สวดทำพิธีระงับอุบาทว์จัญไร ญาติพี่น้องที่รู้เรื่องแล้วมิได้ว่ากล่าว ให้ลงโทษตามโทษานุโทษ

      4.3 ภิกษุสามเณร ได้เสียกับหญิง มีโทษปราชิก และปรับไหม (ม.40) ถ้าจำเลยทำร้ายและข่มขืนหญิง ให้ปราชิกเฆี่ยน 29-50 ที แล้วส่งไปเป็นตะพุ่นช้างหญิงให้ทำโทษดุจหญิงนอกใจผัว (ม.41)

    4.4 นายทาสไปเอาเมียทาส ให้ปล่อยผ้วและเมียเป็นไท ถ้าเมียไม่ไปกับผัว ให้นายทาสจ่ายค่าตัวเมียให้ผัวด้วย

    4.5 นายทาสหรือพี่น้องลูกหลานนายทาส ข่มขืนทาสหญิงๆร้องแรก มีสักขีพยานให้ลดต่าตัวทาสลง 1/4  แต่ถ้าหญิงทาสยินยอมให้ร่วมหลับนอนไม่มีโทษ (ม.46)

    4.6 ทาสแต่งงานกันเอง แล้วพากันหนีไปอยู่ที่อื่น โดยที่พ่อแม่และนายทาสไม่อนุญาต ไม่ว่านานแค่ไหน ทั้งคู่ก็ยังเป็นทาสอยู่ และไม่ถือเป็นผัวเมียกัน หากนางเมียทาสมีชู้จะฟ้องเอาผิดชายชู้มิได้ (ม.48)

5.โทษของการมีชู้

     5.1 ลงโทษตามชนิดของเมียตามลำดับ
     5.2 การมีชู้ มีประเภท คือ

    (1) ไม่ถึงชำเรา มี 5 ประการ

    ๑, จับมือถือนม
    ๒. ผัวไม่อยู่ไปหาเมียท่านบนเริอน
    ๓. ไปหาเมียท่านในที่ลับ
    ๔. ลักลอบพูดกับเมียท่าน
    ๕  ไปหาเมียท่านถึงห้องนอน
    ให้ปรับไหมตามลำดับ

    (2) เป็นชู้ถึงชำเรา (ได้เสียกัน) มีโทษแตกต่างกัน เช่น

    ๑. เมียมีชู้ให้เอาเฉลวปะหน้า ทัดดอกชบาแดง สวมคอพวงมาลัยดอกชบา ประจาน 3 วัน ชายชู้ให้ปรับใหม

    ๒. เมียมีขู้กับชายคนเดียวสองครั้ง ให้ปรับสองเท่า โกนหัวเมีย ขึ้นขาหย่างประจานรอบตลาด ตีด้วยลวดหนัง 2 ที

    ๓. เมียมีชู้ สามครั้ง ไม่ให้ลงโทษชายชู้ ส่วนเมียให้ลากไถนานาประจานแทนควาย 3 วัน และสักแก้มเป็นภาพชายหญิง

    ๔. การผิดเมียท่านถึงชำเรา โทษเป็นสองเท่าของการชำเรา

    ๕. ทำชู้เมียท่านที่ไปราชการ เพิ่มโทษเป็นสองเท่า

    ๖. จับชู้ได้คาหนังคาเขา (หญิงนอนหงาย ชายนอนคว่ำ ) ให้ผัวฆ่าเสียทั้งคู่ ถ้าฆ่าเฉพาะเมีย ให้ปรับผัว แต่ถ้าเมียหนีรอดตายไปได้ ให้จับเมียเป็นทาสหลวง (ม.8-9)

    ๗. เมียนอกใจหากไม่ฆ่า ให้ริบทรัพย์ ทั้งคู่มาเป็นของผัว ไล่เมียไปให้มีเสื้อผ้าชุดเดียวที่สวมไป (ม.10)
 
6 การสิ้นสุดของผัวเมีย

    6.1 ผัวตาย ต้องรอให้ทำศพผัวเสร็จก่อนจึงจะมีผัวใหม่ได้ ถ้าฝ่าฝืนให้ญาติผัวจับเมียเอาตะกร้อสวมหัวถึงตา แห่ประจานรอบบ้านผัวสามรอบ ปรับใหมชายชู้1ล้านเบี้ย

    6,2 เมียหนีผัวไปไดัผัวใหม่จนมีลูกสามคนขึ้นไป ถือว่าขาดจากผัวเดิม ถ้ามีลูกกับผัวใหม่สองคนยังถือว่าเป็นเมียผัวเก่า

    6.3 ผัวไปบวช เป็นพระภิกษุ สามเณร หากสืกมาเมียยอมเป็นเมียก็ถือว่ายังเป็นเมีย แต่ถ้าเมียไม่ยอมก็แล้วแต่เมีย

    6.4 ผัวอนุญาตให้เมียไปบวขชี แม้สึกมาจะเอาผัวเดิมหรือผัวใหม่ก็ได้ (ม.37-39)

    6,5 ผัวเมียทะเลาะกัน ผัวลงเรือนทิ้งเมียไป 3 เดือนถึง1 ปี 4 เดือนตามระยะทางห่างระหว่างเรือนของเมียกับเรือนของพ่อแม่ผัว เมื่อพ้นกำหนด ให้เมียส่งเฒ่าแก่ผู้ใหญ่กำนันผู้ใหญ่บ้านนำขันหมาก สินสอด ทุนไปคืนผัวหรือพ่อแม่ของผัว แล้ว ความเป็นผัวเมียขาดกัน (ม49)

    6.6 ชายหญิงแต่งงานกัน ไม่มีขันหมาก สินสอด หรือมีทุนแล้วขายหมดไป ถ้าหญิงบอกเลิกกับชาย ความเป็นผัวเมียก็หมดไป แต่ถ้ามีขันหมาก สินสอดต้องคืนผัวก่อน ความเป็นผัวเมียจึงจะขาดกัน (ม.49)

    6.7 ผัวเมียโกรธกัน ผัวเอาสินเดิมลงเรือนและเอามีดฟันเสาเรือน แม้จากไปวันเดียวความเป็นผัวเมียก็ขาดกัน (ม.51)
  
ที่มา: กฏหมายตราสามดวง เล่ม ๒( กรุงเทพฯ:องค์การค้าของคุรุสภา 2515) เผยแพร่ครั้งแรก 13 กันยายน 2558
   




อ่านเพิ่มเติม »

ภัยแล้ง 2558

เมืองไทยในอดีตมีความอุดมสมบูรณ์มากเหลือเกิน จนฝรั่งที่เข้ามาเห็นถึงกับทึ่งและต้องบันทึกไว้ เช่น แชรแวส ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ บันทึกไว้ว่า
"ป่าไม้ของราชอาณาจักรนี้มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่มาก กินพื้นที่กว่าครึ่งไปทีเดียว และทึบมากจนแทบจะผ่านไปไม่ได้ ฉะนั้นจึงได้รับการพิจารณาจากองค์พระเจ้าแผ่นดินเสมอว่าเป็นกำแพงปราการป้องกันอริราชศัตรู"
ภาคกลางน้ำท่วมเสมอแต่ไม่เป็นปัญหาเพราะชาวนาสยามใช้ข้าวพันธุ์ที่โตตามน้ำ น้ำท่วมกลับทำให้พื้นที่ภาคกลางอุดมสมบูรณ์มาก เพราะน้ำพัดพาตะกอนดินซึ่งเกิดจากใบไม้ กิ่งไม้ที่ย่อยสลายเป็นปุ๋ยลงมาสู่พื้นนาทุกปี

พิ้นที่ป่าไม้และความอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทยดำรงอยู่ตลอดมา จนเมื่อ 4  ทศวรรษที่ผ่านมาป่าไม้จึงถูกทำลายอย่างรวดเร็ว เหตุผลเนื่องมาจาก (1) การให้สัมปทานป่าไม้ในช่วงทศวรรษที่ 2510-2530 และ (2) การขยายพื้นที่เพาะปลูกทั้งข้าวและพืชไร่ เพื่อสนองความต้องการตามประชากรที่เพิ่มขึ้น และเพื่อการส่งออก

ผลก็คือป่าไม้ลดลงอย่างรวดเร็วจาก 300,104 ตร.กม.หรือ 58.49 % ของพื้นที่ประเทศ ในปี 2495 ลดลงเหลือ 221,707 ตร.กม. หรือ 43.21% ในปี 2516  เหลือ 149,053 ตร.กม.หรือ 29.05% ในปี 2531 และเหลือ 131,485 ตร.กม. หรือ 25.63% ในปี 2541

ผลจากการที่ป่าไม้ถูกทำลายไปมากมาย ทำให้อากาศแปรปรวน ภ้ยน้ำท่วมและภัยแล้งเกิดถึ่ขึ้นและรุนแรงขึ้น เพราะเวลาฝนตกหนักทางภาคเหนือน้ำจะไหลลงมาภาคกลางอย่างรวดเร็วเนื่องจากไม่มีป่าคอยชลอและซับน้ำเอาไว้ เช่น มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี 2554 หรือภัยแล้งในปีนี้ ผลคือทำให้น้ำในเขื่อนลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ตัวเลขปริมาณน้ำวันนี้ (14 กค 58) ในเขื่อนที่ใช้ได้จริงคิดเป็นร้อยละของความจุน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ เหลือ 3%  เขื่อนป่าสัก 4% เขื่อนสิรินธร 3% เขื่อนภูมิพล 1% และเขื่อนสียัด 1%

ผู้เขียนเห็นน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ ในวันที่ 5 กค 58 บริเวณเหนือเขื่อนตรงที่มีแพท่องเที่ยวจอดบริการอยู่ราวๆ 100 แพ ระดับน้ำต่ำกว่าระดับน้ำสูงสุดราว 15 เมตร เจ้าของแพบอกว่าน้ำไม่เคยน้อยขนาดนี้มาก่อนนับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา

ข่าวออกสื่อมาหลายวันว่าหลายพื้นที่ขาดน้ำประปาเช่นลพบุรี เพราะคลองอนุศาสนันท์ (ช้ยนาท-ป่าสัก) แห้ง แถวธัญบุรี ราว 50,000 ครัวเรือน ขาดน้ำประปาเพราะคลอง 13 และคลองระพีพัฒน์ ซึ่งเชื่อมแม่น้ำป่าสักกับแม่น้ำบางปะกงน้ำแห้ง

ขอบคุณ คุณเสรี ทร้พย์เจริญ ที่แต่งกลอนเตือนสติคนไทยมาตั้งแต่ปี 2521 ในปฏิทินของบริษ้ทศรืมหาราชา ว่า
จะก่อกรรมทำเข็ญแก่ลูกหลาน
จงก่อการลักตัดไม้ทำลายป่า
แผ่นดินแห้งแล้งฝนผลตามมา
พายุกล้าน้ำท่วมใหญ่ใครรับกรรม

ที่มา: สุวิทย์ ธีรศาศวัต ประวัติศาสตร์เทคโนโลยีการเกษตร (กรุงเทพ : ศิลปวัฒนธรรม  2548)  สำนักเศรษฐกิจการเกษตร สถิติการเษตรประเทศไทย ปีเพาะปลูก 2556 และ  www.thaiwater.net/DATA/REPORT/php/rid_biccm.html

*เผยแพร่ในเว็บบล็อกครั้งแรก 14 กค. 2558

ภาพที่ 1


ภาพที่ 2


ภาพที่ 3


ภาพที่ 4 (สี่ภาพแรก บริเวณแพท่องเที่ยวเหนือเขื่อนสิริกิติ์ แพต้องถอยมาจอดจากที่เดิมราว 4 กม. ถ่าย 5 กค 58)


ภาพที่ 5 พื้นที่ป่าต้นน้ำป่าสัก ถูกทำลาย จากการปลูกยางพารา อยู่รอยต่อของอ.ด่านซ้าย อ.หล่มสัก


ภาพที่ 6


ภาพที่ 7  แม่น้ำโขงบริเวณ สะพานมิตรภาพ 1  หนองคาย


ภาพที่ 8  คลองระพีพัฒน์ น้ำแห้ง ทำให้ไม่มีน้ำทำน้ำประปา บริเวณ อ.ธัญบุรี ปทุมธานี


ภาพที่ 9


อ่านเพิ่มเติม »

ปัญหารางรถไฟไทย

ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องปฏิวัติรถไฟเพราะปล่อยให้ล้าหลังมานานมาก ทั้งที่การขนส่งทางรางมีต้นทุนต่ำกว่าทางถนนมากคือทางถนน 2.12 บาท/ตัน/กิโลเมตร ในขณะที่ขนส่งทางรางต้นทุนเพียง 0.95 บาท/ต้น/กิโลเมตร 

สถิติในปี 2556 คนไทยดินทางระหว่างจังหวัดใช้รถโดยสาร 34.6% รถส่วนตัว 51.37% เครื่องบิน 7.36% รถไฟมีเพียง6.67% ส่วนการขนส่งสินค้าขนทางรางมีเพียง 2.24%
   
ปัญหาที่กำลังถกเถียงกันมากขณะนี้คือรถไฟไทยที่กำลังจะปฏิวัติจะเป็นรางคู่หรือเดี่ยว หรือผสม ขนาดของราง และความเร็ว
    
ก่อนอื่นจะกล่าวถึงขนาดของรางก่อน เริ่มต้นของการสร้างทางรถไฟไทย นายเบทเก (Bethge) วิศวกรเยอรมันและอธิบดีกรมรถไฟคนแรกได้วางระบบไว้ดีมาก คือใช้ขนาดความกว้าง 1.435 เมตรซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานโลก (standard guage)

แต่ต่อมาตอนจะสร้างทางรถไฟสายใต้ อังกฤษคัดค้าน เพราะเกรงว่าเยอรม้นจะเข้าไปมีอิทธพลในภาคใต้และมลายูซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ขณะนั้นไทยเป็นผู้น้อยและได้ทำสัญญาลับกับอังกฤษ (5 เมษายน 2440) ให้อังกฤษคุ้มครองไทย

แต่มีเงื่อนไขว่าภาคใต้ของไทยตั้งแต่เมืองบางสะพานลงไป ไทยจะให้สัมปทานแก่ชาติใดไม่ได้ถ้าอังกฤษไม่ยินยอม รัชกาลที่ 5 (2411-2453) ทรงแก้ปัญหาด้วยการแยกกรมรถไฟเป็น 2 กรมคือกรมรถไฟเหนือดูแลทางรถไฟฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา) รวมภาคอีสาน ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก) มีคนเยอรมันเป็นอธิบดี ฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนสุดชายแดนใต้ ให้กรมรถไฟใต้ซึ่งมีคนอังกฤษเป็นอธิบดี การสร้างทางรถไฟสายใต้จึงใช้รางแบบที่ใช้ในมลายูและจะได้เชื่อมต่อกันได้

คือขนาด1เมตร การมีราง 2 ระบบได่สร้างปัญหมากมาย เวลาหัวรถจักรและตู้โดยสารหรือตู้สินค้าเสียหรือไม่พอ จะใช้แทนกันไม่ได้ระหว่างกรมรถไฟทั้งสอง เพราะขนาดของรางกับล้อไม่เข้ากัน

ปัญหาหนี้ยืดเยื้อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 (2453-2468) เยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ไทยจึงรวมกรมรถไฟเป็นกรมรถไฟหลวงมีกรมพระกำแพงเพชรอัค่รโยธินเป็นผู้บัญชาการ และให้ใช้ระบบรางแบบ1เมตรเหมือนกันทั้งประเทศ

ในปัจจุบันรถไฟต้องมีความเร็วสูงกว่าเดิมมาก แต่ขนาดของรางเมตรจึงล้าสมัย และอันตรายเวลาวิ่งเร็วเพื่อรักษาเวลาทำให้รถไฟตกรางเสมอ ดังปรากฏในภาคเหนือบ่อยและหากมองในภาพรวมของรถไฟโลก มีความยาวของรางแบบ1เมตรของทุกประเทศรวมกัน 7% ในขณะที่ 93% ใช้รางขนาดกว้างกว่า1เมตร หากนับเฉพาะชนิด 1.435 เมตรมีผู้ใช้ 60% ของรางรถไฟทั้งโลก ผู้เขียนจึงเสนอให้ใช้แบบนี้เพราะมีผู้ผลิตทั้งหัวรถจักร

ตู้โดยสาร ตู้สินค้าเป็นจำนวนมาก ทำให้เราเลือกได้มาก ต่อไปถ้าเราผลิตได้เองก็อาจผลิตขายก็มีคนต้องการมาก

อนึ่งประเทศที่ใช้ราง 1.435 เมตร มีทุกทวีปทั้งยุโรป อเมริกาเหนือ อาฟริกาเหนือ อเมริกาใต้ เอเชีย รวม720,000 กิโลเมตร โดยเฉพาะจีน ซึ่งตั้งใจจะสร้างทางรถไฟเข้าลาวและไทยก็ใช้รางแบบนี้  ขณะนี้ไทยมีทางรถไฟแบบ 1 เมตร 4,042 กม เป็นแบบ 1.435เมตร 29กม

แต่มีผู้ทักท้วงว่าควรใช้รางแบบ 1 เมตร เพราะพม่า เขมร เวียดนาม มาเลเซีย เป็นรางแบบ 1 เมตร จะได้เชื่อมต่อกันได้ ผู้เขียนเห็นว่าการเชื่อมกับลาวและเวียดนามไม่น่ามีปัญหามากเพราะลาวมีทางรถไฟไม่ถีง 10 กิโลเมตร ส่วนเวียดนามก็สร้างแบบ 1.435  เมตรถึง 527 กิโลเมตรในภาคเหนือที่จะเชื่อมกับจีน ก็เหลือเขมรซึ่งมีทางรถไฟเพียง 690 กิโลเมตร คงจะเจรจาไม่ยากนัก คงต้องใช้ความพยายามมากหน่อย

สำหรับพม่าซึ่งมีทางรถไฟถึง 5031กิโลเมตรกับมาเลเซียซึ่งมีทางรถไฟแบบนี้ 1793 กิโลเมตร แต่ระหว่างเจรจาทำข้อตกลงเราก็ควรสร้างแบบมาตรฐาน 1.435 เมตรต่อไป ควรจะสร้างแบบรางคู่ มิฉะนั้นเราจะเพิ่มความเร็วไม่ได้

ส่วนรถไฟความเร็วสูงตามมาตรฐานโลกต้อง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ไหนๆจะสร้างแล้วก็ทำให้ทันสมัยไปเลย เพราะถ้าเราสร้างแบบ 160 กิโลเมตรกว่าเราจะสร้างเสร็จอีก 5-8 ปี ถึงตอนนั้นก็ยิ่งล้าสมัย ผู้เขียนได้นั่งรถไฟ TGV ของฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ความเร็ว 320 กิโลเมตร/ชม มันนิ่มมาก อยากให้เมืองไทยมีของดีๆ แบบนี้ (ฝรั่งเศสมีประชากร 60 กว่าล้านคนพอๆ กับไทย)
   
แผนที่ในภาพสุดท้ายจะเห็นว่าสีม่วงเเป็นประเทศที่ใช้รางขนาด 1 เมตร ไทยก็อยู่กลุ่มนี้ ส่วนสีฟ้ามีมากที่สุดถึง 60% ใช้ขนาดราง 1.435 เมตร

ที่มา: สุวิทย์ ธีรศาศวัต เบื้องลึกการเสียดินแดนและปัญหาปราสาทพระวิหารจากรศ 112 ถึงปัจจุบัน (กรุงเทพ สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ 2553) thaipublica.org/2014/08/the_truth


*เผยแพร่ครั้งแรก 29 มิย. 2558
  suwit-history.blogspot.com



ภาพที่ 1   แผนที่เชื่อมต่อทางรถไฟอาเซียนกับจีนในอนาคต


ภาพที่ 2  รถไฟไทยในปัจจุบัน


ภาพที่ 3  รถไฟความเร็วสูงของจีน


ภาพที่ 4  ผู้เขียนกับรถไฟ tgv ที่สถานีรถไฟดีจอง ฝรั่งเศส พค 2558 



ภาพที่ 5 
อ่านเพิ่มเติม »