แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์อีสาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์อีสาน แสดงบทความทั้งหมด

กบฎผู้มีบุญอีสาน 2445 :เป้าหมายและการต่อสู้

เนื่องจากกบฎนี้ใหญ่มากและเกิดขึ้นเกือบทุกจังหวัดโดยไม่มีศูนย์สั่งการกลาง ดังนั้นเป็าหมายของกบฎจึงหลากหลาย หากดูกลุ่มใหญ่ กลุ่มองค์มั่นซึ่งมีอิทธิพลแถบอุบล ยโสธร อำนาจเจริญ นครพนมและลาวใต้ กลุ่มนี้ต้องการขับไล่อำนาจไทยออกไปจากอีสาน และขับไล่ฝรั่งเศสออกไปจากลาวใต้ หากสำเร็จ จะตั้งรัฐใหม่ขึ้นมาโดยมีองค์มั่นปกครองอยู่ที่เวียงจันทน์ สมเด็จลุนวัดบานชัย ปกครองอุบล องค์พระบาทและองค์คุธ ปกครองที่พระธาตุพนม องค์แก้วและองค์กมมะดำซึ่งเป็นข่า ปกครองลาวใต้ กลุ่มที่สองมีอิทธิพลในเมืองขุขันธ์และมโนไพร(หลังกบฎไม่กี่เดือนไทยยกเมืองมโนไพรและจำปาสักให้ฝรั่งเศส)มีหัวหน้าคือบุญจันซึ่งเป็นลูกของเจ้าเมืองคนเก่า ต้องการเป็นเจ้าเมืองขุขันธ์แทนพี่ชายซึ่งเป็นเจ้าเมืองคนปัจจุบัน ที่เหลือเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยไม่พบว่ามีเป้าหมายแน่ชัดทางการเมืองว่าต้องการอะไร แต่ทุกกลุ่มชาวบ้านนับถือและมาขอให้องค์ที่เป็นห้วหน้าเป่ากระหม่อมบ้าง รดน้ำมนต์เพื่อเป็นศิริมงคลบ้าง รักษาโรคบ้าง

การต่อสู้ระหว่างฝ่ายกบฎกับฝ่ายรัฐ จะขอยกเพียงสามกรณีโดยสังเขป

กรณีกบฎผีบุญกลุ่มบุญจัน มีศูนย์กลางที่ภูฝ้าย ทางใต้ของเมืองขุขันธ์(ปัจจุบันอยู่ใน ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ)มีคนเข้ามาร่วมมากที่สุดคือ6000 คน แต่ไม่มีอาวุธมากกว่ามีดพร้า มีปืนไม่กี่กระบอก เมื่อกรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงใหญ่มณทลอีสานทรงทราบการชุมชุมของกบฎที่ภูฝ้าย ก็โทรเลขรายงานให้ ร.5 ทรงส่งกองทหารจากโคราชมาช่วย แต่ระหว่างที่กำลังหนุนจากโคราชยังมาไม่ถึง กรมขุนสรรพสิทธิ์ก็ส่งกองทหารจากอุบลซึ่งเป็นทหารสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับพระองค์ตอนรับตำแหน่ง กับกองกำสังพื้นเมืองชุขันธ์ราว 50 คน เข้าไปยังภูฝ้าย เกิดการปะทะกับกองหน้าของกบฎในวันที่ 11และ 13 มีนาคม 2445(นับตามปฎิทินสากล) ฝ่ายกบฎตาย 10 คน รวมทั้งบุญจัน ทางการได้ตัดหัวบุญจันเสียบประจานเพื่อปรามมิให้คนติดกบฎอีก ฝ่ายกบฎที่เหลือก็แตกหนีเข้าป่าไป กลุ่มท้าวติด ท้าวฮูก็แตกหนีจากเมืองมโนไพรเข้าไปในเขตฝรั่งเศส

กรณีกลุ่มองค์มั่น เรี่มต้นมีกำลังราว 300คน จากสองฟากแม่น้ำโขงจากโขงเจียมถึงเขมราฐ ต่อมาได้กำลังเพิ่มอีก500คนตอนยึดเมืองเขมราฐ ฆ่ากรมการเมืองนี้สองคนที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือและจับเจ้าเมืองไปเป็นหุ่นเชิด จากนั้นฝ่ายกบฎก็มุ่งเดินทัพมาที่อุบล จึงมีคนมาเข้าจนมีกำลังรวมกันถึง4000 คน มาปักหลักที่บ้านสะพือใหญ่ อ.ตระการพืชผล ทางกรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ทรงโทรเลข ขอกำลังจาก ร. 5 อีกสองกองพัน ระหว่างที่รอกองหนุนจากโคราช กรมขุนส่งกองลาดตระเวณหลายกอง กองละ 7-16คน ไปหาข่าว  ปรากฎว่ามีกองหนึ่งถูกกบฎฆ่าตาย 11คน อีกกองหนึ่งถูกโจมตีแตกกลับมา ทำให้ฝ่ายกบฎหึกเหิมขึ้น กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์จึงทรงส่งกองทหารปืนใหญ่ มีปืนใหญ่สมัยใหม่2 กระบอกกับทหารราว100 คนกับกองกำลังพื้นเมืองจากอุบลอีกจำนวนหนึ่ง การปะทะเกิดขึ้นที่บ้านสะพือใหญ่ กำลังของกบฎมีปืนไม่กี่กระบอก ที่เหลือเป็นหอกดาบ แหลน หลาว ถูกปืนใหญ่ถล่มตรงกลางกลุ่ม พอแตกหนีก็ถูกทหารที่ซุ่มอยู่อยู่สองฝากทางใช้ปืนไรเฟิลยิง รวมกบฎถูกฆ่าตาย 200-300คน บาดเจ็บราว500คน ฝายกบฎถูกจับราว400คน แกนนำถูกศาลตัดสิน ประหารชีวิต ที่เหลือจำคุกตลอดชีวิต ลงมาจนไม่ถึงปี แล้วแต่อยู่ในระดับใหน หัวหน้าคือองค์มั่นหนีไปฝั่งซ้าย ไปรวมตัวกับกองกำลังข่าขององค์แก้ว องค์กมมะดำ ยึดเมืองสุวรรณเขต สู้กับฝรั่งเศสอย่างดุเดือดที่สุดและองค์แก้วถูกฆ่าตาย ส่วนองค์กมมะดัมได้มาตั้งกองกำลังข่าเป็นจำนวนมากสู้กับฝรั่งต่อมาอีกหลายปีจึงถูกฆ่าตาย

กลุ่มกบฎผู้มีบุญทิดเข้ม กลุ่มนี้มีอิทธิพลในอีสานเหนือ มีศูนย์กลางที่วัดบ้านมาย อ,บ้านม่วง จ.สกลนคร มีทิดเข้มเป็นหัวหน้า ท่ายเคยบวชจนเป็นที่นับถือของชาวบ้านมาก ต่อมาสึก นุ่งขาวห่มขาวบอกศิษย์ว่าท่านเป็นท้าววิษณุกรรมเทวบุตร มีชาวบ้านจากอุดร หนองคาย สกลนครเดินทางมาให้ท่านเป่ากระหม่อม รดน้ำมนต์ เพื่อรักษาโรคและเป็นศิริมงคล เฉลี่ย กลางวันราว100คน กลางคืน 700คน ต่อมีทิดรัน ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษ อ้างว่ามีไม้เท้าวิเศษต้นชี้ตาย ปลายชี้เป็น เกิดความขัดแย้งและท้าทายอำนาจระหว่างทิดเข้มกับทิดร้น ทิดรันบอกว่าไม้เท้าวิเศษของเขาฝังไว้ในที่นา ทิดเข้มไม่เชื่อถ้ามีจริงเขายอมถวายหัว แต่ถ้าไม่มีจริงทิดรันจะยอมถวายหัวมั้ย ทิดรันให้สัญญาจะหาไม้เท้าวิเศษมาให้ในสามวัน พอครบกำหนดทิดรันหาไม้เท้าวิเศษไม่ได้จีงถูกทิดเข้มตัดคอ ตามสัญญา ทิดเข้มบอกว่าถ้าไม่ประหารทิดรันจะกลายเป็นยักษ์  การตายของทิดรันรู้ไปถึงทางการๆจึงส่งตำรวจมาจับทิดเข้มและสานุศิษย์ ในวันที่ 8 พค.2445 .ในขณะที่ทิดเข้มกำลังบริกรรม ชาวบ้านพากันมามุงดูเจ้าหน้าที่ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นเจ้าหน้าที่จึงใช้ปืนยิงชาวบ้าน ทิดเข้มและพวกตายถึง 48 คน แล้วโยนศพทั้งหมดลงในบ่อน้ำแล้วถมดิน ชาวบ้านยังชี้ให้ผู้เขียนได้ว่าบ่อน้ำนี้อยู่ตรงใหน

แม้ฝ่ายกบฎจะมีกำลังมากกว่ากำลังทหารของฝ่ายรัฐบาล 20-40 เท่า แต่ต้องพ่ายแพ้ เพราะอาวุธปืนไรเฟิลและปืนใหญ่สมัยใหม่ที่ฝ่ายกบฎไม่มี
ทหารที่ถูกส่งมาปราบกบฎผู้มีบุญ 2445


กบฎผู้มีบุญกลุ่มบุญจัน เมืองขุขันธ์
ที่มาของภาพทั้งสอง https://encrypted-tbn0.gstatic.com


ที่มา:สุวิทย์ ธีรศาศวัต ประวัติศาสตร์อีสาน 2322-2488เล่ม  2 หน้า 181-182 193-200(คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ข. 2557)


อ่านเพิ่มเติม »

กบฎผู้มีบุญอีสาน 2445: สาเหตุและวิธีการ

กบฎผู้มีบุญอีสานเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ครั้งที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นใปปี 2445 เกิดขึ้นเกือบทุกจังหวัด(13 จังหวัด)ในภาคอีสาน มีผู้ตั้งตัวเป็นผู้มีบุญ ถึง60 คน จังหวัดที่มีผู้มีบุญ10คน ขึ้นไปมี อุบล 14 คน ศรีสะเกษ 12 คน มหาสารคาม 10 คน

สาเหตุของกบฏครั้งนี้มีทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ

สาเหตุทางการเมือง มีทั้งการเมืองภายนอกคือ การที่ฝรั่งเศสขยายอำนาจเข้ามาครอบครองดินแดนในอินโดจีนซึ่งไทยมีอำนาจเกินครึ่งของพื้นที่ ปี2410 ไทยเสียเขมรส่วนนอก ปี2431 เสียสิบสอบจุไทย ปี2436 เสียลาวฝั่งซ้ายและไทยยังเข้าไปตั้งกองกำลังใดๆ แม้แต่เก็บภาษีในเขต 25กิโลเมตรทางฝั่งขวา(ฝั่งอีสาน)มิได้ ทำให้เกิดข่าวลือว่าฝรั่งจะมายึดบางกอกและจะเกิดผู้มีบุญขึ้นทางฝั่งตะว้นออก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นได้ชัดว่าอำนาจของไทยลดไปมาก

ส่วนการเมืองภายใน เจ้า ขุนนางเดิมในพื้นที่อีสานไม่พอใจจากการเสียอำนาจและผลประโยชน์จากการปฏิรูปการปกครองของ ร.5 กล่าวคือส่งข้าหลวงและข้าราชการจากส่วนกลางมาทำงานแทน เจ้าเมืองกรมการเมืองเดิม เมื่อเจ้าเมืองกรมการเมืองตายก็ยุบตำแหน่งนั้นไปเลย แต่ที่ไม่พอใจที่สุดคือทางส่วนกลางส่งคลัง และสรรพกรมาเก็บภาษีแทนเจ้าเมืองกรมการเมือง และแบ่งผลประโยชน์ให้นิดเดียวเช่น ภาษีรัชชูปการเก็บไพร่คนละสี่บาท แต่แบ่งให้เจ้าเมืองกรทการเมืองและกำนัน แค่ 13.67% อีก 86.33% ส่งเข้าส่วนกลางนี่คือการทุบหม้อข้าวในสายตาของผู้มีอำนาจเก่า ผลคือผู้มีอำนาจเก่าที่เคยได้เงินส่วยจากไพร่ถึงสองในสามส่วน พอไม่ได้ก็ยากจนลงและไม่พอใจส่วนกลาง

ส่วนสาเหตุทางเศรษฐกิจสังคมคือ เกิดฝนแล้งในอีสานใต้ติดต่อกันสองสามปี ยิ่งกว่านั้นการที่รัฐบาลให้ไพร่จ่ายภาษีรัชชูปการเป็นเงินแทนสิ่งของคนละสี่บาท ทำให้ไพร่ต้องลำบากมาก เพราะสังคมอีสานก่อนหน้านั้นตลอดมาไม่ต้องใช้เงินก็อยู่ได้เพราะทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ตลาดมีน้อยมากๆเมื่อรัฐต้องการเงินชาวบ้านถ้าไม่ขายควาย(ตัวละ6 บาท)ให้นายฮ้อย ก็ต้องหาอย่างอื่นไปขาย บางคนหาบไก่ 16 ตัวไปขายเจ๊กที่ตลาดโคราชซึ่งห่างจากหมู่บ้านถึง140 กม. ที่แย่กว่านั้นรัฐบาลยังออกกฎหมายให้คนนำช้าง ม้า วัว ควาย ไปตีทะเบียนที่ว่าการอำเภอ เเละต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย ใครไม่ตีทะเบียนจะส่งไปขายภาคอื่นไม่ได้  ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะหมู่บ้านจำนวนมากห่างไกลอำเภอเกิน 30 กม.และเมื่อเอาฝูงสัตว์ไปถึงอำเภอตีทะเบียนไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่อ้างว่าแบบฟอร์มจดทะเบียนหมด และไม่ทราบว่าส่วนกลางจะส่งมาถึงเมื่อใด แต่ถ้าแอบเอาเงินให้ จนท. จนท.ก็หาแบบฟอร์มมาให้จนได้

สำหรับวิธีการกบฎก็ใช้คล้ายๆกันคือกลุ่มแกนนำมักใช้หมอลำซึ่งเป็นการแสดงที่ชาวบ้านชอบมากที่สุดนอกจากมีเรื่องนิทานพื้นบ้านแล้วยังมีคำพยากรณ์ว่า หมูและควายเขาตู้จะกลายเป็นยักษ์ หญิงโสดจะถูกยักษ์กิน เงินทองจะกลายเป็นเหล็ก ตัวหม่อนจะกลายเป็นงูและเงือก ขบกัดเจ้าของ ฟักเขียวจะกลายเป็นช้าง  ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 120 (2445) จะเกิดพายุ 7 วัน 7 คืน พัดแรงมากจนคนตัวปลิว ให้ปลูกต้นตะไคร้เอาไว้เกาะ ไม่ให้ปลิวไปกับพายุ จะมีผู้มีบุญมาปรากฎตัว ใครที่รักษาศีล ทำบุญเคารพพ่อแม่ครูอาจารย์และท่องคาถาจะอยู่รอดและยักษ์จะไม่กิน ใครอยากร่ำรวยให้เก็บก้อนกรวดมาบูชา พอผู้มีบุญปรากฎตัว ท่านสามารถเสกให้ก้อนกรวดเป็นเงินเป็นทองได้

คำพยากรณ์และคาถาที่ว่านี้ได้มีการคัดลอกต่อๆกันแบบจดหมายลูกโซ่ หรือส่ง ไลน์หรือ fb ในปัจจุบันทำให้ข่าวผู้มีบุญซึ่งจะมาสร้างสังคมใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ไม่มีการขูดรีดจากเจ้านาย แพร่กระจายในอีสานอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านส่วนมากพากันเชื่อ แล้วคัดจดหมายลูกโซ่ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า หนังสือผู้มีบุญ บ้าง เรียก หนังสือท้าวธรรมิกราช บ้าง หนังสือ พระยาอินทร์ บ้าง คนเป็นจำนวนมากไปเก็บก้อนกรวดในแม่น้ำลำธารมาบูชาเพื่อรอผู้มีบุญเสก มีหลายพื้นที่คนเอาเงินที่มีบ้างมาซื้อของจากร้านเจ๊กโดยไม่เอาเงินทอน บางคนเอาเงินทอนมาโยนทิ้งข้างทาง สินค้าจึงขายดีมาก บางคนทิ้งข้าวไว้ให้วัวควายกินเพราะผู้มีบุญกำลังจะมาทำให็รวยแล้ว

การต่อสู้กับอำนาจรัฐของชาวอีสานจะเป็นอย่าง โปรดอ่านใน บทความต่อไปครับ
แผนที่ การกระจายของกบฎผู้มีบุญอีสาน 2445
กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงใหญ่ มณทลอีสาน ขณะเกิดกบฎผู้มีบญ2445



ที่มา:สุวิทย์ ธีรศาศวัต ประวัติศาสตร์อีสาน 2322-2488 เล่ม 2 หน้า178-192 (คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ข. 2557)
อ่านเพิ่มเติม »

กบฎผู้มีบุญหนองหมากแก้ว 2467

กบฎผู้มีบุญหนองหมากแก้วเกิดปี 2467 ปลายสมัยรัชกลาลที่หก(2453-2468) พื้นที่กบฎคือ บ้านหนองหมากแก้ว ต.สวนพุง อ.ภูกระดึง จ.เลย
หัวหน้ากบฏคือ พระอาจารย์บุญมา จัตุรัส ไม่ทราบบ้านเดิม แกนนำคือพระอาจารย์สายทอง อินทรไชยศรี คนบ้านหนองคัน ใกล้บ้านหนองหมากแก้ว พระอาจาย์สังข์ คนอุบล
พระทั้งสามจำศีลในถ้ำวัวแดงใกล้บ้านหนองคัน มีชาวบ้านเล่าว่า เห็นพระทั้งสามกับเณรน้อยเดินข้ามลำธารปวนพุโดยจีวรไม่เปียกเพราะเดินไปบนผ้าที่ท่านโยนไปบนลำธาร ชาวบ้านจึงให้ความศรัทธาต่อพระเณรกลุ่มนี้มาก
ต่อมาพระทั้งสามได้ลาสิกขาและแต่งงานกับสาวบ้านหนองหมากแก้ว
  สาเหตุของกบฎคือความไม่พอใจที่ถูกทางการเก็บภาษีรัชชูปการคนละสี่บาท ต่อมาในสมัย รัชกาลที่หกได้เก็บภาษีการศึกษา(ศึกษาพลี) อีกคนละสองบาท รวมเป็นคนละ หกบาท(หกบาทในอีสานขณะนั้นซื้อควายได็หนึ่งตัว) เนื่องจากสังคมอีสานขณะนั้นอยู่กันแบบไม่ต้องใช้เงินเพราะผลิตอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค สร้างเรือนได้เองโดยไม่ต้องซื้อจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ไม่ต้องหาเงิน เมื่อทางการเก็บภาษีเป็นเงินชาวบ้านจึงเดือดร้อนในการหาเงินเพราะตลาดสมัยนั้นมีน้อยมากหากมีก็อยู่ในตัวเมือง คนอยู่ไกลเมืองจึงลำบากมากในการจะหาบของหลายสิบกิโลเมตรไปขายตลาดในเมือง เพราะสมัยนั้นนการคมนาคมแย่มากอีสานมีแต่ทางเกวียนและบางสายอาจมีลูกรังบ้าง(ในปี2480 หลังกบฎ13ปี อีสานทั้งภาคมีรถยนต์เพียง 453 คัน)
วิธีการของฝ่ายกบฎคือจัดงานบุญในเดือนเมษายน 2467 มีคนมาเป็นจำนวนมากหลายตำบลงานมีทั้งทั้งกลางวันและกลางคืน มีสาวงามฟ้อนรำ มีกลอนลำ ผู้มาใหม่ต้องดื่มน้ำมนต์ ระหว่างชุมนุมเจ้าผู้มีบุญจะเลือกหญิงสาวไปนอนด้วย ถือว่าเข้าฌาน เจ้าผู้มีบุญประกาศว่าพระศรีอริเมตไตรยจะมาปรากฏที่บ้านหนองหมากแก้ว เมื่อนั้นจะไม่มีเจ้านาย ใบไม้จะกลายเป็นเงิน เวียงจันทน์จะฟื้นขึ้นมาใหม่และยิ่งใหญ่กว่าเดิม มีการร้องเพลงระลึกถึงการทำลายเมืองเวียงจันทน์โดยกองทัพไทยด้วยมีชาวบ้านมาชุมชุมถึง 4000 คน
23 พค.2467 ชาวบ้าน 50-60 คน พร้อมคณะเจ้าผู้มีบุญ 7 คน มีปืนเพียงสองกระบอก กับดาบ ค้อน ยกกำลังไปที่ว่าการอำเภอวังสะพุงซึ่งห่างจากบ้านหนองหมากแก้ว 25 กม.
ทางปลัดอำเภอขวาได้เกณฑ์ราษฎรและเสมียน ราวๆ 40 คน ออกไปจับแต่ ฝ่ายกบฎไม่ยอมให้จับ ทางจังหวัดเลยซึ่งหาก อ.วังสะพุง ราว 20  กม. ก็ส่งตำรวจ 24 คนอาวุธปืนครบมือ มาปราบ จับแกนนำ 7คนไปซ้อม และจับชาวบ้านไปด้วยราว100คนโดยไม่มีการต่อสู้ ศาลตัดสินจำคุกแกนนำ 7 คน คนละ 3 ปี ส่วนชาวบ้านก็ปล่อยไป

ที่มาภาพ https://encrypted_tbn1.gstati.com

ที่มา  สุวิทย์ ธีรศาศวัต ประวัติศาสตร์อีสาน 2322-2488 เล่ม 2 หน้า 201-202 (ขอนแก่น ; คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ข.2557)

อ่านเพิ่มเติม »

กบฎเกือกขาว 2476-2477

กบฎเกือกขาวเกิดขึ้นในปี2476-77 ช่วงหลังการเปลี่น
ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยเพียงปีสองปี ซึ่งรัฐบาลกำลังกวาดล้างกบฎบวรเดช(2476) ผู้นำกบฏเกือกขาวคือหมอลำคำสา สุมังกะเศษ เป็นคนร่างเล็ก และเที่ยวบอกชาวบ้านแถวบ้านเชียงเหียน ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม ว่าเมื่อชาติก่อนเขาคือ พระชาดาเป็นพวกกบฎผู้มีบุญปี 2445  ถูกฆ่าตายแล้วมาเกิดเป็นเขา ชาวบ้านจึงเรียกเขาว่าหมอลำน้อยชาดา ท่านชอบนุ่งขาวห่มขาวและใส่เกือก(รองเท้า)ขาวเสมอ สานุศิษย์ซึ่งมีจำนวนมากก็แต่งกายแบบเดียวกัน  จนร้องเท้าสีขาวในเมืองมหาสารคามขาดตลาด เกือกขาวจึงกลายเป็นสัญลักณ์ของกลุ่มนี้

หมอลำน้อยชาดาเที่ยวสั่งสอนและให้คำทำนายว่า ต่อไปคนจะเดือดร้อน ไฟจะไหม้ แผ่นดินจะไหว คนจะตายมากมายนอกจากคนที่อยู่ในศีลในธรรม แล้วจะมีศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยเกิดขึ้น คนจะเสมอภาพกัน จะมีต้นกัลปพฤกษ์เกิดขึ้น ใครไปยืนใต้ต้นนี้แล้วจะขอสิ่งใดก็จะได้ อีกสองสามปีพระศรีอริยเมตไตรยก็จะปรากฎ

เขาบอกชาวบ้านว่าไม่ต้องส่งลูกไป รร.หลอกเสียเวลาทำมาหากิน และอย่าไปกราบไหว้พระสงฆ์ พวกนี้ไม่ใช่พระแต่เพียงนุ่งเหลืองเฉยๆ เขายังทำนายว่าเวียงจันทน์จะกลับมารุ่งเรือง เขาจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองเวียงจันทน์ จะเกิดรบกันกับภาคกลาง เขาจะชนะ

เขาพาชาวบ้านชุมนุมอยู่สองสามเดือน โดยไม่มีอาวุธ ทางการจับเขา ศาลตัดสินจำคุกเขาสี่ปี

แต่เรื่องไม่จบเพราะเขามีลูกศิษย์ที่ยังศรัทธาในดัวเขาและอุดมการณ์ ลูกศิษย์ 17 คน จึงชุมนุมกันต่อ มีนายชาลี มหาวงษ์ นายบึ้ง ข่ายเพชร ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษอ้างว่าเหาะเหินเดินอากาศได้ พวกเขายังเผยแพร่คำสอน คำทำนายของหมอลำน้อยชาดาต่อไปและบางคืนก็ไปชุมนุมโห่ร้องใกล้เรือนจำ ตะโกนว่าจะบุกไปแย่งตัวหมอลำน้อยชาดาออกจากคุก

ทางการจึงจับ 17คน นี้  ศาลจำคุกนายชาลี และนายสีสมุด คนละ 6 เดือน ที่เหลืออีก 15 คน ถูกปรับคนละ 6 บาท

แต่เรื่องก็ยังไม่จบง่ายๆ แกนนำอีกสี่คนที่หนีไปได้คือ นายบึ้ง  นายโส  นายอำ นายแก้ว แห่ง ตำบลแวงนั่ง(ปัจจุบันคือที่ตั้งศาลากลางหลังใหม่ของจ.มหาสารคาม) ได้ปลุกระดมชาวบ้านต่อ จึงถูกตำรวจจับ ศาลตัดสินเมื่อ 25 มิย. 2477 นายโส นายแก้ว คนละ 1 ปี

ศิษย์คนสุดท้ายของหมอลำน้อยชาดาที่ก่อการคือ นายสิงโต บ้านดงน้อย ต. ท้ายโพธิ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ แต่งตัวแบบหมอลำน้อยและสั่งสอนให้ราษฎรถือศีลอย่างเคร่งครัด เขาบอกชาวบ้านว่าเขาเป็นโอรสของเจ้าอนุวงศ์ชื่อเจ้าฝ่าตีนแดงที่หนีรอดไปได้ เขาชักจูงใให้ราษฎรอพยพไปอยู่ฝั่งลาวหลายครัวเรือนรวมทั้งครอครัวของเขาด้วย
สำนักงานเทศบาลตำบลแวงน่าง


ตลาดสดเทศบาลตำบลแวงน่าง
ที่มาภาพทั้งสองhttp:encrypted_tbno.gstants.com



ที่มา สุวิทย์ ธีรศาศวัต ประวัติศาสตร์อีสาน 2322-2488 เล่ม 2 หน้า 202-203 (คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ข. 2557)
อ่านเพิ่มเติม »

กบฏผู้มีบุญโสภา พลตรี บ้านสาวะถี

กบฎผู้มีบุญโสภา พลตรี เกิดในปี 2483 ที่บ้านสาวะถี ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น หัวหน้าคือ พ่อใหญ่โสภา พลตรี เกิดบ้านโนนรัง 2425 ไม่ห่างบ้านสาวะถีนัก เป็นชาวนามีอันจะกินมีนา 70-100 ไร่ และเป็นหมอลำ มีความจำเป็นเลิศ จึงมีสานุศิษย์หลายหมู่บ้าน มีภรรยาหลายคน แกนนำมีพ่อใหญ่สิงห์ พ่อใหญ่เสริมและพ่อใหญ่คุย

สาเหตุที่เกิดกบฎนี้มาจากความไม่พอใจของแกนนำและชาวบ้านแถบนี้มีสามประการ ประการแรกไม่พอใจ พรบ.ประถมศึกษา 2464 ที่บังคับให้ส่งเด็กไปเรียนใน รร. ซึ่งบังคับให้เรียนภาษาไทย พ่อใหญ่โสภา เห็น ว่า รร .จะทำให้เด็กกลายเป็นคนไทย ภาษาไทยกินเด็ก แต่ภาษาธรรมที่อีสานสอนกันมาแต่โบราณสอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม พ่อใหญ่แกนนำทั้งสี่จึงไม่ยอมส่งลูกไป รร.

ประการที่สอง แกนนำและชาวบ้านต่อต้านกฏหมายป่าไม้ ซึ่งห้ามคนตัดไม้ ใครจะตัดต้องไปขออนุญาตป่าไม้ แม้แต่จะมาทำเรือน เล้าข้าว ก็ไม่ได้ ท่านเห็นว่าต้นไม้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ รัฐบาลไม่ได้ปลูกจะมาห้ามได้อย่างไร

ประการที่สาม แกนนำและชาวบ้านต่อต้านภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งออกมาแทน ภาษีรัชชูปการ ภาษีบำรุงท้องที่เก็บตามขนาดถือครองที่ดิน ท่านเห็นว่าที่ดินชาวบ้านต้องลงแรงถางป่า ขุดตอ ยกคันนาเหนื่อยยากกว่าจะได้นาแต่ละไร่ ที่นาจึงเป็นของชาวนาไม่ใช่ของรัฐจะมาเก็บภาษีได้อย่างไร พวกแกนนำไม่ยอมเสียภาษีบำรุงท้องที่ และมีคนไม่ยอมเสียตาม

ทางนายอำเภอเมืองคือขุนวรรณวุฒิวิจารณ์เห็นว่าจะมีชาวบ้านไม่ยอมเสียภาษีตามจึงเชือดไก่ให้ลิงกลัวโดยยึดที่ดินของพ่อใหญ่สิงห์ พ่อใหญ่เสริม สองพี่น้อง 40 ไร่ ขายเจ๊กพก คนรวยในบ้านสาวะถี 125 บาท แต่ลิงไม่กลัว  สองพี่น้องไม่สนใจเจ๊กพกและนายอำเภอ ยังเข้าไปทำนาตามปกติ เจ๊กพกไปขอเงินคืนนายอำเภอก็ไม่คืน เจ็กพกจึงเสียเงินฟรีไป 125 บาท เท่ากับวัว 30 ตัวในสมัยนั้น ทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจ และมีคนศรัทธาพ่อใหญ่โสภามากขึ้นเรื่อยๆ เวลาพ่อใหญ่โสภาไปเล่นหมอลำที่ใหนแฟนคลับจะมากันหลายตำบล

ในที่สุดทางการก็จับหัวหน้าและแกนนำไปขังไว้ 11 คน ขัง 15 วันก็ปล่อยมา พอออกมาพ่อใหญ่โสภากับแกนนำก็พูดถึงการกดขี่ของเจ้านายอีก จึงถูกจับไปขังครั้งที่สอง 20 คน แต่คนเหล่านี้ก็ไม่กลัว การจับใหญ่จึงเกิดชึ้น ในวันที่ 16 ธันวาคม 2483ราวสามทุ่ม ขณะที่พ่อใหญ่โสภา กำลังแสดงหมอลำ มีชาวบ้านหลายตำบล บางคนมาไกลถึง 40 กม. คืนนั้นมีคนมาดูหมอลำ 200-300 คน ทางการจับชาวบ้านทั้งชายหญิงไปขัง 116 คนขังประมาณสองเดือน บางคนคลอดลูกในเรือนจำ ศาลตัดสินแกนนำและหัวหน้า รวม สี่คน จำคุกตลอดชีวิตตามข้อหากบฎภายใน แต่ศาลกรุณาเพราะเห็นว่าชาวบ้านไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนการจับกุมจึงพิพากษาให้จำคุก 16 ปี

แต่อย่างก็ตามไม่มีใครถูกจำคุกถึง 16ปี เพราะ พ่อใหญ่เสริมเป็นอหิวาต์ตาย ส่วนพ่อใหญ่โสภา พ่อใหญ่สิงห์ พ่อใหญ่คุยทาง จนท.เอาไปเสี่ยงทายถ่วงน้ำที่คลองบางซื่อ แต่ไม่ตายทางการจึงปล่อยตัวที่เรือนจำขอนแก่น

แต่โชคร้ายก่อนวันปล่อยตัว เพียงหนึ่งวัน พ่อใหญ่โสภา ปวดฟัน ทางเรือนจำจึงให้เสมียนคำมาฉีดยา รุ่งขึ้นพ่อใหญ่โสภาก็ตาย ระหว่างรอญาติมารับศพก็เอาร่างไปฝัง พอญาติมาขุดศพก็พบแต่เสื่อที่ห่อศพกับผ้าขาวม้าของพ่อใหญ่โสภา

ชาวบ้านชื่อว่าทางการฆ่าพ่อใหญ่โสภาโดยการฉีดยาพิษ  และเมื่อศพหายไป ชาวบ้านเชื่อว่าพ่อใหญ่โสภาเป็นผู้วิเศษ

แต่ผู้เขียนสันนิษฐานว่าทางการอาจเกรงว่าถ้าชาวบ้านได้ศพไปทำพิธ๊อาจปลุกความไม่พอใจต่อต้านทางการและจะทำให้พ่อใหญ่โสภากลายเป็นฮีโร่ยิ่งขึ้น จึงเอาศพไปฝังที่อื่น เอาเสื่อกับผ้าขาวม้าฝังอีกที่ก็ได้

อย่างไรก็ตามแม้ท่านจะจากไปนานแล้วตอนที่ผู้เขียนสัมภาษณ์ พ่อใหญ่คุย แดงน้อยแกนนำ(ตายปี 2530 อายุ 106ปี) และพ่อใหญ่พิมพ์ รัตนคุณศาสน์ ซึ่งอยู่ในเหตการณ์แต่อยู่ฝ่ายรัฐในปี 2528  ทั้งคู่และชาวบ้านรุ่นหลังที่นั่งฟังอยู่ด้วยก็ยังจำคำทำนายเหตูการณ์ในอนาคตของท่านได้ ซึ่งตอนทำนายชาวบ้านก็ไม่เข้าใจเพราะสิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น มาเข้าใจภายหลัง ทำให้ชาวบ้านนับถือพ่อใหญ่ผู้ะล่วงรู้อนาคตยิ่งขึ้น

เช่นทำนายว่า ม้าซิโป่งเขา เสาซิออกดอก (อันแรกคือจักรยานยนต์ อันหลังคือเสาไฟฟ้า)
 โบกกุมภัณฑ์ สิบห้าวันจึงจะเปิดเทียหนึ่ง แต่บ่อมีไผเป็นหนี้กัน(คือลอตเตอรี่)
เหมิดบ้านซิมีไถ 2-3 ดวงเอาไว้ไถนากัน(คือรถไถเดินตาม)
เขาตีมวยอยู่เมืองนอก จะนอนฟังอยู่บ้านก็ได้(คือวิทยุ)






อ่านเพิ่มเติม »