แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นวตกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นวตกรรม แสดงบทความทั้งหมด

รถยนต์รุ่นแรกในสหรัฐอเมริกา

รถยนต์ในทวีปอเมริกาเริ่มต้นหลังยุโรปหลายสิบปี แต่ในเวลาไม่นานก็แซงหน้ายุโรปไป เป็นประเทศที่ผลิตรถยนต์มากที่สุดในโลกติดต่อกันหลายสิบปี เพิ่งมาเสียแชมป์ให้ญี่ปุ่นในปี 1989 จนถึงปัจจุบัน

รถยนต์คันแรกที่สร้างขึ้นในสหรัฐคือปี 1893 (สมัย ร.5) โดยพี่น้องตระกูล Duryea แต่ขายไม่ออก ต่อมา Henry Ford (1863-1947) ได้ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในปี 1896 ที่ดีทรอยต์ แต่มีปัญหาค่าแรงช่างและเวลาที่ใช้ในการฝึกหัดช่างเขาจึงคิดระบบการผลิตแบบใหม่ขึ้นในปี 1903 ทำให้รถยนต์ราคาถูกมากโดยวิธีผลิตแบบmass production ใช้สายพานในการลำเลียงชิ้นส่วนผ่านช่างที่ยืนรอ ช่างแต่ละจุดจะประกอบชิ้นส่วน 1-2 ชิ้น ระบบนี้ทำให้การผลิตเร็วมากและรถทุกคันได้มาตรฐานเดียวกันหมด เมื่อรถเสียก็มีชิ้นส่วนขนาดมาตรฐานขาย ทำให้การซ่อมรวดเร็วมาก ระบบที่ฟอร์ดใช้ภายหลังมีคนนำไปใช้ในโรงงานนานาชนิด เขาจึงเป็นคนปฎิวัติระบบอุตสาหกรรมซึงใช้มาจนถึงปัจจุบัน ในปี 1903 เขาผผลิตตรถได้ 600 คัน

รถยนต์ฟอร์ด model T ที่ฟอร์ดผลิตด้วยระบบสายพานราคาเพียงคันละ 260$  ออกสู่ตลาดในปื 1908 (ต้นสมัยร.6) ขายดีมากขายได้ถึง 15 ล้านคัน ฟอร์ดกลายเป็นมหาเศรษฐึ ต่อมามีนักประดิษฐ์อเมริกันอีกหลายคนได้ผลิตรถนต์ออกขาย แต่ฉีกแนวใหม่คือทำรถหรูราคาแพงเพื่อขายคนรวยอาทิ

@ แรนซัม โอลส์ (1864-1950) ผลิตรถ Oldsmobile
@ วิลลิส เดฟ บิวอิค ผลิตรถ Buick
@ พี่น้องตระกูลดอดจ์ ผลิตรถ Dodge
@ วอลเตอร์ ไครส์เลอร์ ผลิตรถ Chryler

ปี 1904 สหรัฐผลิตรถยนต์ได้รวม 2,753,111คัน
ปี 1964 สหรัฐผลิตรถยนต์ได้รวม 9,307,860 คัน
ปี 1984 สหรัฐผลิตรถยนต์ได้รวม 7,774,000 คัน
ปี 1989 สหรัฐผลิตรถยนต์ได้รวม 6,897,600 คัน


ที่มา: สุวิทย์ ธีรศาศวัต:คำบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ยุโรป 2 (ประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่ ค.ศ.1789 ถึง ปัจจุบัน) ขอนแก่น:คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2554

*เผยแพร่ในเว็บบล็อกครั้งแรก 3 กค.2558
  suwit-history.blogspot.com



ภาพที่ 1  Henry Ford ผู้สร้างรถฟอร์ดและนำระบบสายพาน (MASS PRODUCTION) มาใช้เป็นคนแรก เป็นผู้ปฏิวิติการผลิตแบบอุตสาหกรรมซึ่งยังใช้มาถึงปัจจุบัน


ภาพที่ 2 ระบบสายพานการผลิตในโรงงานรถยนต์ฟอร์ด เมืองดีทรอยต์


ภาพที่ 3  รถฟอร์ด model T ทำสถิติขายดีที่สุด ถึง 15 ล้านคัน


ภาพที่ 4  Ransom Olds ผู้ผลิตรถหรู โอลสโมบิล


ภาพที่ 5 รถยนต์หรูผลิตในสหรัฐเมื่ราวหกทศวรรษที่แล้ว หลังสงครามโลกครั้ง 2 (ภาพที่ 5-10)


ภาพที่ 6


ภาพที่ 7


ภาพที่ 8


ภาพที่ 9


ภาพที่ 10

อ่านเพิ่มเติม »

รถยนต์รุ่นแรกของโลก (ตอนที่2)

ผู้มีบทบาทในการพัฒนารถยนต์รุ่นแรกๆจนสามารถขายได้อย่างแพร่หลายเป็นครั้งแรกคือเบนซ์กับเดมเลอร์

เบนซ์ (Karl Benz :1844-1929) เป็นวิศวกรเยอรมัน บิดาเป็นวิศวกรขับรถไฟ แต่ถูกฆ่าตายเมื่อเขาอายุเพียง 2 ขวบ มารดาของเขาจึงลำบากมากในการเลี้ยงดูและส่งเสียเขาจบมหาวิทยาลัยคานรูห์ ในด้านวิศวกรรมเครื่องกล เมื่อปี 1864 ในปี1883 เขากับ Max Rose , Friedrich Wilhem Eblinger ได้ตั้งบริษัท Benz&Company Rheinisch Gasmotoren-Fabic แต่เรียกสั้นๆ ว่า Benz & Cie  มีพนักงาน 25 คน 

ในปี 1885 (ต้นสมัย ร.5) เขาผลิตรถยนต์คันแรกสำเร็จ เป็นรถสามล้อ เพื่อสะดวกในการเลี้ยว ขนาดเครื่องเพียง 958 cc. 0.8 แรงม้า ความเร็ว 16กม./ชม.น้ำหนัก 265กก. เขาได้ใบลิขสิทธิ์ในวันที่ 29 มกราคม 1886 เขาเรียกมันว่า Benz Patent Motor

Wagon เป็นรถสันดาปภายในใช้น้ำมัน  ในปี 1887 เขาออกรถรุ่น 2 และ 3 ใช้ล้อไม้ และยังไม่มีเกียร์ ปี 1888 เขาขายรถได้เป็นครั้งแรก เขาได้นำรถไปแสดงในงาน World Expo ที่ปารีส ปี1889 ทำให้รถเบนซ์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ช่วงปี 1888-1893 เขาขายรถได้เพียง 25 คัน 

ในปี 1888 เบอธา ภรรยาของเขากับลูกชาย 2 คน ขับรถไปเยี่ยมแม่ยายที่เมือง Pforzheim ซึ่งห่างจากบริษัทของเขาที่เมือง Mannheim 106 กม. นับเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกของรถเบนซ์ เบอธาได้เห็นข้อบกพร่องของรถหลายอย่าง ได้บอกสามี เบนซ์ได้นำไปแก้ไขปรับปรุงทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น ยอดขายจึงเพิ่มขึ้นจนต้องเพิ่มพนักงานเป็น430คน มียอดขาย 572 คัน ในปี 1899  ถือว่าเป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น

อนึ่งในปี 1893 เขาผลิตรถรุ่น Victoria มี 2 ที่นั่ง 3 แรงม้า ทำความเร็งสูงสุด 18 กม./ชม. เป็นรุ่นที่คนนิยม ปี 1894 เขาส่งรถ Benz Velo ลงสนามแข่งรถครั้งแรกของโลก ที่ Paris-Rouen มี Emile Roger เป็นคนขับและผู้จำหน่ายเบนซ์ในฝรั่งเศส เขาชนะระยะทางแข่ง 126 กม.ใช้เวลา 10 ชม. 1 นาที ความเร็วเฉลี่ย 12.7กม./ชม.

รถพัฒนาขึ้นเพราะมีการแข่งข้นหลายบริษัท Gottlieb Daimler (1834-1900) วิศวกร น้กออกแบบชาวเยอรมันกับ Wilhem Mayback คู่หูและยอดนักออกแบบของเดมเลอร์ เดมเลอร์ตั้งบริษัท DMG ในปี 1890  เขาเป็นผู้สร้างจักรยานยนต์สันดาปภายใน และต่อมาได้ผลิตรถยนต์ Mercedes -35 hp ในปี 1902 เป็นรุ่นที่มีแรงม้าสูงกว่ารถรุ่นเก่ามากคือ 35 แรงม้า ผลิดออกมา 36 คันในปีนั้น ทำให้เบนซ์ต้องพัฒนารถของตน คือรุ่น Parsifil ในปี 1903  ทำความเร็วสูงสุดถึง 60 กม./ชม.

หลังสงครามโลกครั้ง 1 เศรฐกิจตกต่ำมาก เพื่อความอยู่รอด ในปี 1926 (ต้นสมัย ร.7) บริษัทเบนซ์กับเดมเลอร์ก็รวมกันใช้ชื่อว่า Daimler-Benz corporation และเอาตราดาวของเดมเลอ่มารวมกับคำว่า Benz
 
 นอกจากบุคคลดังกล่าวแล้วยยังมีนักประดิษฐ์อีกหลายคนที่ทำให้รถยนต์มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอาทิ Wllhem Maybac (1840-1929)ในปี1893 สร้างCarburator ที่มีนมหนูทำให้การเผาไหม้ของน้ำมันมีประสิทธิภาพสูงขึ้น  John Boyd Dunlop(1840-1921) สัตวแพทย์ชาวสก๊อตเป็นคนแรกที่สร้างยางรถจักรยานที่มียางใน ภายหลังจึงมีผู้ซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างยางรถยนต์ สองพี่น้อง Edouard และ Andre Michelin ได้ตั้งบริษัทผลิตตยางรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงในปี1889  ต่อมาได้สร้างยางเรเดียลเป็นรายแรกRobert Bosch(1861-1942) ตั้งบริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์ในปี1886 ปัจจุบันเป็นบริษัทอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก บอชสร้างignition coilตัวจุดระเบิดเครื่องยนต์ในปี1897 Louis Renault (1877-1944) ผู้สร้างระบบขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยเพลาในปี1896 เขาตั้งบริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆจองฝรั่งเศส


ขอบคุณที่มาของข้อมูลและภาพจาก

Wikipedia. Karl Benz. Retrieved 3 July 2015, from https://en.m.wikipedia.org/wiki/Karl_Benz#Benz.27s_first_factory_and_early_inventions_.281871.E2.80.931882.29

Wikipedia. Gottlieb Daimler. Retrieved 3 July 2015, from https://en.m.wikipedia.org/wiki/Gottlieb_Daimler,

Daimler.  Retrieved 3 July 2015, from http://www.daimler.com/dccom/0-5-1324882-1-1324893-1-0-0-0-0-0-0-0-0-0-0-0-0-0-0.html


ที่มา:  สุวิทย์ ธีรศาศวัต คำบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ยุโรป 2(ประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่ ค.ศ.1789 ถึงปัจจุบัน) ขอนแก่น:คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2554

*เผยแพร่ในเว็บบล็อกครั้งแรก 2 กรกฎาคม 2558



ภาพที่ 1 เบนซ์ผู้ก่อตั้งและผลิตรถเบนซ์


ภาพที่ 2 แบบจำลองรถเบนซ๋คันแรก


ภาพที่ 3  แบบจำลองเครื่องยนต์เบนซ์คันแรก


ภาพที่ 4  รถ Benz Velo รถเบนซ์คันแรกที่ส่งเข้าแข่งครั้งแรกของโลกที่ปารีสปี 1894


ภาพที่ 5  รถ Benz Victoria ปี 1893


ภาพที่ 6  รถเบนซ์ที่นำไปทำรถโดยส่ารคันแรกของโลก ปี 1895 Benz Netphener


ภาพที่ 7 เดมเลอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท DMG และผลิตรถ Mercedes


ภาพที่ 8  รถจักรยานยนต์สันดาปภายในคันแรกของโลก


ภาพที่ 9  รถเมอซีเดส 35 แรงม้าปี 1902 ทำให้เบนซ์ต้องเร่งพัฒนารถของตน


ภาพที่ 10 ตราดาวสามแฉกของเดมเลอร์ กับตราเบนซ์(คำว่า Benz) ถูกรวมกันเพราะการรวมบริษ้ทในปี1926


ภาพที่ 11  John Boyd Dunlop ผู้ประดิษฐ์ยางรถจักรยานที่มีลมเป็นคนแรก ทำให้ล้อเหล็กและล้อไม้หมดไป


ภาพที่ 12  Wilhelm Maybacผู้สร้างคาร์บูเรเตอร์ที่มีนมหนูเป็คนแรก


ภาพที่ 13  Robert Bosch ผู้สร้างignition coil เป็นคนแรก


ภาพที่ 14  Louis Renault ผู้สร้างระบบขับเคลื่อนรถด้วยเพลาเป็นคนแรก

อ่านเพิ่มเติม »

รถยนต์รุ่นแรกของโลก (ตอนที่ 1)

รถยนต์มีพัฒนาการมาก่อนรถไฟ แต่กลับพัฒนาช้ามากในยุคแรกๆ จนรถไฟก้าวหน้าไปเร็วกว่ามาก เพราะรถไฟเป็นพาหนะที่ขนส่งสินค้าและคนได้รวดเร็วเป็นจำนวนมาก แต่รถไฟมีข้อจำกัดคือไปได้เฉพาะพื้นที่ซึ่งมีรางเท่านั้น รถยนต์จึงตอบโจทย์ได้ดีกว่าในกรณีคนขนและสินค้าไปได้ ทุกที่ที่มีถนน ตรอก ซอย

วิศวกรคนที่สร้างรถยนต์มีหลายคนได้ประดิษฐ์ชิ้นส่วนของรถยนต์ทำให้ประสิทธิภาพของรถยนต์ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงจะขอแบ่งกล่าวเป็น 2 ตอน ตอนแรกนี้เป็นช่วงก่อนเบนซ์และเดมเลอร์ บุคคลที่สำคัญในช่วงแรกมี 3 คน คือ คูโยต์ เลอนัวร์ และมาคัส

คนแรก คูโยต์ (Nicolas -Joseph Cugnot 1725-1804) เป็นวิศวกร ฝรั่งเศส จบวิศวกรรมทหาร เขาเป็นคนออกแบบและสร้างรถยนต์ไอน้ำคันแรกของโลก ทดลองวิ่งในปี 1769 (ตรงกับพ.ศ. 2312 ต้นสมัยกรุงธนบุรี) รถนี้มี 3 ล้อ หน้า 1 หล้ง 2 ล้อ มีน้ำหนัก 2.5 ตัน มีความเร็วเพียง 3.6 กม/ชม มีการทดลองครั้ง 2 ในปี 1771 ล้มเหลวเพราะรถควบคุมไม่อยู่ รถวิ่งไปชนกำแพงคลังสรรพวุธ รัฐบาลพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ซึ่งต้องการรถลากปืนใหญ่ จึงสั่งยุติโครงการ แต่ก็มอบบำนาญให้คูโยต์ปีละ 600 livres

คนที่ 2 คือ เลอนัวร์ (Jean-Joselh-Etienne Lenior 1822-1900) เป็นวิศวกรเบลเยี่ยม แต่อพยพและอาศัยอยู่ในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1850 เป็นต้นมา ในปี 1859 (ตรงกับสมัย ร.4) เขาสร้างเครื่องยนต์สันดาปภายใน ชนิด 2 จังหวะ ใช้ไอถ่านหินกับอากาศผสมกันจุดระเบิดด้วยไฟฟ้า นับเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในเครื่องแรกของโลก ในปี 1863 เขาสร้างรถยนต์ที่เขาเรียกมันว่า Hippomobile ใช้ไฮโดรเจนแก๊ส เป็นเชื้อเพลิง มีสูบเดียวสันดาปภายใน แต่ทำความเร็วเพียง 9 กม/ 3 ชม ทดลองครั้งที่ 2 ในปีเดียวกัน เร็วขึ้นคือ 11 กม/ 90 นาที รถของเขาไม่เป็นที่นิยมเพราะประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ยังต่ำมาก

คนที่ 3 คือ มาร์คัส (Siegfried Markus 1831-1898) เป็นชาวเยอรมัน-ออสเตรีย เชื้อสายยิว เกิดในเยอรมัน ต่อมาย้ายมาอยู่เวียนนา ปี 1852 ช่วงปี 1856-1898 เขาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ในปี 1870 (ต้น ร.5) เขาสร้างเครีองยนต์สันดาปภายในอย่างง่าย ใช้แก๊สโซลีน ในปี 1875 เขาสร้างรถยนต์สันดาปภายในสำเร็จเป็นตรั้งแรก ใช้แก๊สโซลีน ปี 1888 เขาร่วมมือกับนักประดิษฐ์และร่วมทุนกับชาวโมราเวียนอีก 3 คน สร้างรถยนต์มาร์ค้สคันที่ 2  ตอนนี้เขาเป็นที่รู้จักทั่วโลก แต่พอถึงตอนนี้ได้มีวิศวกรที่เก่งกว่าคือ เบนซ์กับเดมเลอร์ ซึ่งจะกล่าวต่อไปในตอนที่ 2

อุปสรรคสำคัญของการพัฒนารถยนต์ช่วงแรกคือ (1) มีกฎหมายธงแดงออกมาในอังกฤษปี 1865 เนื่องจากมีรถยนต์ไอน้ำระเบิด ทำคนบาดเจ็บ และตาย หลายครั้ง จึงห้ามรถวิ่งเร็วกว่า 6.5 กม/ชม และต้องมีคนถือธงแดง 3 คน วิ่งตะโกนบอกให้คนหลบไปห่างๆ กฎหมายนี้ยกเลิกบางส่วนในปี 1878 และเลิกที้งหมดปี 1896 (2) รถยังมีประสิทธิภาพต่ำ มีอันตรายมากเพราะไม่มีเบรค ไม่มีไฟ เวลาจะหยุดใช้สมอเรือโยนจากรถให้เกี่ยวต้นไม้ บางที่ไปเกี่ยวรั้วบ้านพังก็มี


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก: 

Wikipedia. Nicolas-Joseph Cugnot. Retrieved 30 June 2015, from https://en.wikipedia.org/wiki/Nicolas-Joseph_Cugnot

Wikipedia. Étienne Lenoir. Retrieved 30 June 2015, from  https://en.wikipedia.org/wiki/%C3%89tienne_Lenoir
  
Wikipedia. Siegfried Marcus. Retrieved 30 June 2015, from  https://en.wikipedia.org/wiki/Siegfried_Marcus

*เผยแพร่ในเว็บบล็อกครั้งแรก 1 กรกฎาคม 2558

ภาพแรก Nicolas -Joselh Cugnot ผู้สร้างรถยนต์ไอน้ำคันแรกของโลก


ภาพ 2 รถยนต์ไอน้ำคันแรกบองโลก


ภาพ 3 อุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งแรกบองโลก


ภาพ 4 Jean-Joseph-Etiene Lenior วิศวกรเบลเยี่ยม ผู้สร้างเครื่องยนต์และรถยนต์สันดาปภายในคันแรกของโลก




ภาพ 5-6 รถยนต์สันดาปภายในของเลอนัวร์



ภาพ 7 Siegfried Markus ชาวเยอรมัน-ออสเตรียเชื้อสายยิวผู้สร้างรถยนต์สันดาปภายในใช้แก็สโซลีนเป็นคนแรก



ภาพ 8 -9 รถยนต์คันแรกและคันที่ 2 ของมาร์คัส

อ่านเพิ่มเติม »

ปัญหารางรถไฟไทย

ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องปฏิวัติรถไฟเพราะปล่อยให้ล้าหลังมานานมาก ทั้งที่การขนส่งทางรางมีต้นทุนต่ำกว่าทางถนนมากคือทางถนน 2.12 บาท/ตัน/กิโลเมตร ในขณะที่ขนส่งทางรางต้นทุนเพียง 0.95 บาท/ต้น/กิโลเมตร 

สถิติในปี 2556 คนไทยดินทางระหว่างจังหวัดใช้รถโดยสาร 34.6% รถส่วนตัว 51.37% เครื่องบิน 7.36% รถไฟมีเพียง6.67% ส่วนการขนส่งสินค้าขนทางรางมีเพียง 2.24%
   
ปัญหาที่กำลังถกเถียงกันมากขณะนี้คือรถไฟไทยที่กำลังจะปฏิวัติจะเป็นรางคู่หรือเดี่ยว หรือผสม ขนาดของราง และความเร็ว
    
ก่อนอื่นจะกล่าวถึงขนาดของรางก่อน เริ่มต้นของการสร้างทางรถไฟไทย นายเบทเก (Bethge) วิศวกรเยอรมันและอธิบดีกรมรถไฟคนแรกได้วางระบบไว้ดีมาก คือใช้ขนาดความกว้าง 1.435 เมตรซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานโลก (standard guage)

แต่ต่อมาตอนจะสร้างทางรถไฟสายใต้ อังกฤษคัดค้าน เพราะเกรงว่าเยอรม้นจะเข้าไปมีอิทธพลในภาคใต้และมลายูซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ขณะนั้นไทยเป็นผู้น้อยและได้ทำสัญญาลับกับอังกฤษ (5 เมษายน 2440) ให้อังกฤษคุ้มครองไทย

แต่มีเงื่อนไขว่าภาคใต้ของไทยตั้งแต่เมืองบางสะพานลงไป ไทยจะให้สัมปทานแก่ชาติใดไม่ได้ถ้าอังกฤษไม่ยินยอม รัชกาลที่ 5 (2411-2453) ทรงแก้ปัญหาด้วยการแยกกรมรถไฟเป็น 2 กรมคือกรมรถไฟเหนือดูแลทางรถไฟฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา) รวมภาคอีสาน ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก) มีคนเยอรมันเป็นอธิบดี ฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนสุดชายแดนใต้ ให้กรมรถไฟใต้ซึ่งมีคนอังกฤษเป็นอธิบดี การสร้างทางรถไฟสายใต้จึงใช้รางแบบที่ใช้ในมลายูและจะได้เชื่อมต่อกันได้

คือขนาด1เมตร การมีราง 2 ระบบได่สร้างปัญหมากมาย เวลาหัวรถจักรและตู้โดยสารหรือตู้สินค้าเสียหรือไม่พอ จะใช้แทนกันไม่ได้ระหว่างกรมรถไฟทั้งสอง เพราะขนาดของรางกับล้อไม่เข้ากัน

ปัญหาหนี้ยืดเยื้อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 (2453-2468) เยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ไทยจึงรวมกรมรถไฟเป็นกรมรถไฟหลวงมีกรมพระกำแพงเพชรอัค่รโยธินเป็นผู้บัญชาการ และให้ใช้ระบบรางแบบ1เมตรเหมือนกันทั้งประเทศ

ในปัจจุบันรถไฟต้องมีความเร็วสูงกว่าเดิมมาก แต่ขนาดของรางเมตรจึงล้าสมัย และอันตรายเวลาวิ่งเร็วเพื่อรักษาเวลาทำให้รถไฟตกรางเสมอ ดังปรากฏในภาคเหนือบ่อยและหากมองในภาพรวมของรถไฟโลก มีความยาวของรางแบบ1เมตรของทุกประเทศรวมกัน 7% ในขณะที่ 93% ใช้รางขนาดกว้างกว่า1เมตร หากนับเฉพาะชนิด 1.435 เมตรมีผู้ใช้ 60% ของรางรถไฟทั้งโลก ผู้เขียนจึงเสนอให้ใช้แบบนี้เพราะมีผู้ผลิตทั้งหัวรถจักร

ตู้โดยสาร ตู้สินค้าเป็นจำนวนมาก ทำให้เราเลือกได้มาก ต่อไปถ้าเราผลิตได้เองก็อาจผลิตขายก็มีคนต้องการมาก

อนึ่งประเทศที่ใช้ราง 1.435 เมตร มีทุกทวีปทั้งยุโรป อเมริกาเหนือ อาฟริกาเหนือ อเมริกาใต้ เอเชีย รวม720,000 กิโลเมตร โดยเฉพาะจีน ซึ่งตั้งใจจะสร้างทางรถไฟเข้าลาวและไทยก็ใช้รางแบบนี้  ขณะนี้ไทยมีทางรถไฟแบบ 1 เมตร 4,042 กม เป็นแบบ 1.435เมตร 29กม

แต่มีผู้ทักท้วงว่าควรใช้รางแบบ 1 เมตร เพราะพม่า เขมร เวียดนาม มาเลเซีย เป็นรางแบบ 1 เมตร จะได้เชื่อมต่อกันได้ ผู้เขียนเห็นว่าการเชื่อมกับลาวและเวียดนามไม่น่ามีปัญหามากเพราะลาวมีทางรถไฟไม่ถีง 10 กิโลเมตร ส่วนเวียดนามก็สร้างแบบ 1.435  เมตรถึง 527 กิโลเมตรในภาคเหนือที่จะเชื่อมกับจีน ก็เหลือเขมรซึ่งมีทางรถไฟเพียง 690 กิโลเมตร คงจะเจรจาไม่ยากนัก คงต้องใช้ความพยายามมากหน่อย

สำหรับพม่าซึ่งมีทางรถไฟถึง 5031กิโลเมตรกับมาเลเซียซึ่งมีทางรถไฟแบบนี้ 1793 กิโลเมตร แต่ระหว่างเจรจาทำข้อตกลงเราก็ควรสร้างแบบมาตรฐาน 1.435 เมตรต่อไป ควรจะสร้างแบบรางคู่ มิฉะนั้นเราจะเพิ่มความเร็วไม่ได้

ส่วนรถไฟความเร็วสูงตามมาตรฐานโลกต้อง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ไหนๆจะสร้างแล้วก็ทำให้ทันสมัยไปเลย เพราะถ้าเราสร้างแบบ 160 กิโลเมตรกว่าเราจะสร้างเสร็จอีก 5-8 ปี ถึงตอนนั้นก็ยิ่งล้าสมัย ผู้เขียนได้นั่งรถไฟ TGV ของฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ความเร็ว 320 กิโลเมตร/ชม มันนิ่มมาก อยากให้เมืองไทยมีของดีๆ แบบนี้ (ฝรั่งเศสมีประชากร 60 กว่าล้านคนพอๆ กับไทย)
   
แผนที่ในภาพสุดท้ายจะเห็นว่าสีม่วงเเป็นประเทศที่ใช้รางขนาด 1 เมตร ไทยก็อยู่กลุ่มนี้ ส่วนสีฟ้ามีมากที่สุดถึง 60% ใช้ขนาดราง 1.435 เมตร

ที่มา: สุวิทย์ ธีรศาศวัต เบื้องลึกการเสียดินแดนและปัญหาปราสาทพระวิหารจากรศ 112 ถึงปัจจุบัน (กรุงเทพ สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ 2553) thaipublica.org/2014/08/the_truth


*เผยแพร่ครั้งแรก 29 มิย. 2558
  suwit-history.blogspot.com



ภาพที่ 1   แผนที่เชื่อมต่อทางรถไฟอาเซียนกับจีนในอนาคต


ภาพที่ 2  รถไฟไทยในปัจจุบัน


ภาพที่ 3  รถไฟความเร็วสูงของจีน


ภาพที่ 4  ผู้เขียนกับรถไฟ tgv ที่สถานีรถไฟดีจอง ฝรั่งเศส พค 2558 



ภาพที่ 5 
อ่านเพิ่มเติม »

ผลกระทบของรถไฟอีสานในอดีต

หลังจากมีการเปิดเดินรถไฟสายอีสานในปี 2443 แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในภาคอีสาน สรุปได้ดังนี้

1. การเพิ่มขึ้นของการขนส่งสินค้า ก่อนสร้างทางรถไฟ สินค้าเข้าออกอีสานเฉลียปีละ 2100 ตัน หลังมีทางรถไฟ เพิ่มเป็น 22,565 ตันในปีเดียว หรือเพิ่มเป็น 10.7 เท่า ในปี 2461 เพิ่มเป็น 91,299 ตัน (43.5เท่า)

2. ชนิดของสินค้าเข้าออกอีสานได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก สินค้าเข้า อาทิ ไม้ขีดไฟ ตะเกียง ตะเกียงเจ้าพายุ น้ำมันก๊าด สบู่ ด้าย สีย้อมผ้า ร่ม เทียนไข กระจก เครื่องเหล็ก เครื่องทองเหลือง น้ำตาลทราย กะปิ น้ำปลา อาหารกระป๋อง แม้กระทั่งสังกะสี หลังมีทางรถไฟบ้านที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟและมีฐานะดีพากันเปลี่ยนจากมุงแฝกไปมุงสังกะสีแทน ส่วนสินค้าออก อาทิ ไม้ ครั่ง เกล็ดลิ่น ชัน ผลเร่ว (ใช้ทำยารักษาโรคท้อง) เขากวาง กระดูกเสือ น้ำมันยาง

3. ชาวนาที่อยู่ในรัศมีราว 50 กม. จากทางรถไฟ พากันปลูกข้าวเพิ่มขึ้น เพื่อขายและนำเงินไปซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ในปี 2454 มณทลนครราชสีมาปลูกข้าว 213,213ไร่ ในปี 2465 เพิ่มเป็น 549,420 ไร่

4. ปริมาณคนเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2443 จำนวนตั๋วโดยสารรถไฟสายโคราชขายได้ 37,693 ใบ ในปี 2444 เพื่อเป็น 111,500 ใบ ปี 2447 เพิ่มเป็น 199,020 ใบ

5. การค้าขายใกล้สถานีรถไฟขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีตลาดเกิดขึ้นมากมาย

6. เกิดอาชีพใหม่ๆ ได้แก่
6.1  อาชีพกรรมกร กรรมกรสร้างทางรถไฟ กรรมกรแบกของขึ้นลงรถไฟ
6.2  อาชีพโสเภณี เกิดตามชุมชนใหม่ใกล้สถานีรถไฟเช่น โคราช บ้านไผ่ ขอนแก่น
ในช่วงแรกส่วนใหญ่จะเป็นหญิงจีน
6.3  อาชีพบริการที่พัก ตามเมืองใหญ่ที่มีสถานีรถไฟเช่นโคราช อุบลราชธานี ขอนแก่น อุดรธานีมีโรงแรมตั้งขึ้นเพื่อบริการคนเดืนทางที่ต้อง้ดินทางต่อไปที่อื่น
6.4  อาชีพขนส่งอาทิให้เช่าเกวียนขนส่งสินค้าต่อมาก็มีรถรับจ้างนานาชนิด
6.5  อาชีพเจ้าของโรงยาฝิ่น ส่วนมากเป็นคนจีนเช่นเดียวกับเจ้าของโรงแรม
6.6  อาชีพอุตสาหกรรม เช่นเจ้าของโรงสีข้าว โรงเลื่อย โรงฟอกหนัง โรงน้ำแข็ง
6.7  วิชาชีพชั้นสูง เช่นในปี2480มีการสำรวจอาชีพในมณทลอุบล มีครูอาจารย์ 2,893 คน วิศวกร 23 คน ทนายความ 22 คน แพทย์ 11 คน คนเหล่านี้ส่วนมากมาจากภาคกลาง
7. อาชีพหัตถกรรมลดลงเช่นการทอผ้า การตีเหล็ก เพราะมีของนอกเข้ามามีคุณภาพดีกว่าเดิม หัตถกรรมจึงค่อยเลิกผลิตไป โดยเฉพาะพื้นที่ไม่ห่างสถานีรถไฟ

8. มีการย้ายสถานที่ราชการเช่น ที่ว่าการอำเภออุทุมพรพิสัย ศิขรภูมิมา อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ย้ายศาลากลางจังหวัดขุขันธ์มาอยู่ที่สถานีรถไฟศรีสะเกษ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นจังหวัดศรีสะเกษ

9. มีคนอีสานส่วนหนึ่งมีโอกาสได้ไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งโรงเรียนมัธยมมากมาย และมีมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้ได้เข้ารับราชการในตำแหน่งสูงในเวลาต่อมา 


ที่มา: สุวิทย์ ธีรศาศวัต:ประวัติศาสตร์อีสานเล่มที่ 2 (ขอนแก่น:มหาวิทยาลัยขอนแก่น) 2557 หน้า 106-175.

*เผยแพร่ครั้งแรก 28 มิย. 2558
  suwit-history.blogspot.com


ภาพที่ 1  ชาวนาอีสานที่อยู่ในรัศมี 60 กม. จากสถานีรถไฟผลิตข้าวเพื่อขาย


ภาพที่ 2  โรงสีไฟของชาวจีนซื้อข้าวจากชาวนามาสีเพื่อขาย


ภาพที่ 3  ตลาดวารินชำราบในปัจจุบัน


ภาพที่ 4  ตลาดอ.จีระขอนแก่น ในปัจจุบัน


ภาพที่ 5  ตลาดท่าเสด็จ  หนองคายในปัจจุบัน


ภาพที่ 6  โรงแรมรุ่นแรกในอีสานสร้างด้วยไม้


ภาพที่ 7  โรงแรมรุ่นแรกในอีสานสร้างด้วยไม้


ภาพที่ 8  โรงฟอกหนังในปัจจุบัน


ภาพที่ 9  โรงน้ำแข็งในปัจจุบัน


ภาพที่ 10  โรงเลื่อย

อ่านเพิ่มเติม »

รถไฟอีสาน

รัชกาลที่ 5 ทรงอนุมัติให้สร้างทางรถไฟสายอีสานเป็นสายแรกของประเทศไทย เหตผลสำคัญคือ

 (1) ภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นได้ยึดเขมร เวียดนามกับสิบสองจุไทยของไทยไปแล้ว

 (2) การขนส่งในภาคอีสานลำบากมากต้องใช้เกวียนหรือหาบและ ไม่มีถนนมีแต่ทางเกวียน จากโคราชไปกรุงเทพฯเดินทางด้วยเกวียนใช้เวลา 16-27 วัน จากกาฬสินธุ์ไปถึงอุบลใช้เวลา 14 วัน

การสร้างทางรถไฟสายอีสานใช้วิธีประมูล บริษัทอังกฤษชนะการประมูลด้วยเงิน 9.96 ล้านบาท โดยจะต้องสร้างให้เสร็จใน 5 ปี แต่เวลาสร้างจริงใช้เวลาถึง 9 ปี เพราะผู้สร้างมีทุนน้อย สร้างล่าช้าจนรัฐบาลต้องยึดสัมปทานมาทำเอง

รัชกาลที่ 5 ทรงเปิดการก่อสร้างโดยทรงขุดดินริมคลองผดุงกรุงเกษมหน้าวัดเทพศิรินทร์เป็นปฐมฤกษ์เมื่อ 9 มีนาคม 2434 

26 มีนาคม 2439 เปิดเดินรถช่วงกท-อยุธยา การก่อสร้างช่วงดงพระยาเย็นแถวปากช่อง สีคิ้วเจอปัญหาไข้ป่า ทำให้คนงานตายไป 414 คน วิศวกรซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยอรมันตายไป 36 คน ทำให้การก่อสร้างล่าช้าไปมาก

21 ธันวาคม 2443 จึงมีการเปิดเดินรถสาย กทม.-นครราชสีมา รวมเวลาก่อสร้าง 9 ปี ใช้เงิน 17.59 ล้านบาท (เฉลี่ย 66,360 บาท/กม) ระยะทาง 265 กม  เป็นรางเดี่ยว กว้าง1.435 เมตร (standard guage)
หลังจากสร้างทางรถไฟถึงโคราชแล้ว รัฐบาลพักการก่อสร้างในอีสานราว 20 ปี เพราะมีเงินนัอยสร้างพร้อมกันทั้งประเทศไม่ได้ เมื่อสร้างทางภาคใต้และภาคเหนือเสร็จพร้อมกันในปี 2464 (รัชกาลที่ 6) จึงกลับมาสร้างสายอีสานต่อ
 @ อีสานใต้ เปิดเดินรถถึง บุรีรัมย์ 1 เมษายน 2468    
      * สุรินทร์ 1 พฤษภาคม 2469
      * ศรีสะเกษ1 สิงหาคม 2471
      * อุบลราชธานี (อำเภอวารินชำราบ) 1 เมษายน 2473
 @ อีสานเหนือ
      * บัวใหญ่1พฤษภาคม 2474
      * บ้านไผ่ 2475
      * ขอนแก่น 1 เมษายน 2476
      * อุดรธานี 24 มิถุนายน 2484
      * หนองคาย 2  - กันยายน 2499
# ภาพ 1 รัชกาลที่ 5 (2411-2453) เสด็จเปิดทางรถไฟสายอีสาน 21 ธ้นวาคม 2443
# ภาพ 2 รถไฟรุ่นเก่าที่ใช้ในภาคอีสาน
# ภาพที่เหลือสถานีรถไฟสำคัญในภาคอีสานปัจจุบัน

ที่มา: สุวิทย์ ธีรศาศวัต:ประวัติศาสตร์อีสานเล่มที่ 2 (ขอนแก่น:คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2557 หน้า106-175


*เผยแพร่ครั้งแรก 28 มิย 2558
  suwit-history.blogspot.com




ภาพที่ 1


ภาพที่ 2

ภาพที่ 3


ภาพที่ 4


ภาพที่ 5


ภาพที่ 6


ภาพที่ 7


ภาพที่ 8

อ่านเพิ่มเติม »